Home Blog Page 5

ปตท.เปิดตัวเลขรายได้ส่งรัฐนับตั้งแต่แปรรูปถึงปี2561กว่า8.7แสนล้านบาท

กลุ่มปตท.เปิดตัวเลขรายได้ส่งรัฐนับตั้งแต่แปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อปี 2544 จนถึงไตรมาสที่ 3 ปี 2561 มีมูลค่าสูงถึง 8.7 แสนล้านบาท โดยปี 2560 เป็นปีที่นำส่งรายได้มากสุด 71,281 ล้านบาท

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) เปิดเผยถึงตัวเลขรายได้ที่กลุ่มปตท.นำส่งรัฐ ทั้งในรูปของภาษีเงินได้นิติบุคคลและเงินปันผลทั้งในส่วนที่ส่งให้ กระทรวงการคลังและกองทุนวายุภักษ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของปตท.  ว่า นับตั้งแต่ที่ปตท.แปรรูปจดทะเบียนและกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเมื่อปี 2544 จนถึงไตรมาสที่3ของปี2561 มีมูลค่ารวมประมาณ 8.7แสนล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่ารัฐวิสาหกิจทุกแห่ง

โดยในปี2560ถือเป็นปีที่กลุ่มปตท.นำส่งรายได้ให้กับรัฐมากที่สุด คือประมาณ 71,281ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นส่วนของเงินปันผลให้กับกระทรวงการคลังที่ถือหุ้นใหญ่ ประมาณ 29,197ล้านบาท  ส่วนที่ให้กับกองทุนวายุภักษ์ 7,231ล้านบาท  ส่วนของภาษีเงินได้ บริษัทในเครือ 25,159ล้านบาท และภาษีเงินได้เฉพาะของปตท. 9,694ล้านบาท

นายชาญศิลป์ กล่าวว่า รายได้ที่นำส่งรัฐ จะขึ้นอยู่กับผลกำไรของปตท. โดยในปี2560ที่ปตท.นำส่งรายได้ในรูปแบบต่างๆให้รัฐมากที่สุด เนื่องจากเป็นปีที่ ปตท.มีกำไรสุทธิสูงสุดกว่าทุกปี คือประมาณ135,200 ล้านบาท

ปตท.-บางจาก เริ่มนำร่องจำหน่ายดีเซลB20แล้ว

ปตท.และ บางจาก  เริ่มจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลB20 สำหรับรถขนาดใหญ่ในปั๊มเป็นครั้งแรกของประเทศไทยแล้ววันนี้ โดยปตท.เตรียมพร้อมศึกษาใช้B20 กับรถกระบะ ขณะที่บางจากฯ เตรียมแผนขยายจุดจำหน่ายB20 ในปั๊มเพิ่มจากปัจจุบันที่มี 5 แห่ง 

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน)เปิดเผยภายหลังการเปิดจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซล B20 ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาวงแหวนตะวันตก (ขาเข้า) จ.ปทุมธานี ว่า ปตท.อยู่ระหว่างศึกษาการนำน้ำมันไบโอดีเซล B20 ไปใช้ในรถกระบะทั่วไป หลังจากขณะนี้ได้นำมาใช้ในรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะแล้ว ขณะเดียวกันค่ายรถอีอีซุ ได้เริ่มศึกษาน้ำมันB20 ใช้ในรถกระบะแล้วเช่นกัน ซึ่งหากเจ้าของรถต้องการนำไปเติมน้ำมันดีเซล B20 ให้ไปปรึกษาที่ศูนย์บริการได้ คาดว่า ค่ายรถอื่นๆ เตรียมศึกษาเช่นกัน

ซีอีโอ ปตท. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าว

“ ปตท. เริ่มนำร่องจำหน่ายน้ำมันB20 จำนวน 5 สาขาก่อน คือ สาขาวงแหวนตะวันตก (ขาเข้า) ปทุมธานี   ,พีทีที สเตชั่น สาขา พระราม 2  (ขาออก) กรุงเทพมหานคร   ,พีทีที สเตชั่น สาขาปากช่อง นครราชสีมา   ,พีทีที สเตชั่น สาขา เขาคันทรง ศรีราชา ชลบุรี    และพีทีที สเตชั่น สาขา สวี ชุมพร  หลังจากนั้นจะพิจารณาความต้องการอีกครั้งก่อนจะขยายไปยังปั๊มอื่นๆต่อไป  โดยราคาน้ำมันB20 ในเดือนก.พ.นี้ จะราคาต่ำกว่าน้ำมันดีเซลทั่วไป 5 บาทต่อลิตร หลังจากนั้นจะต่ำกว่าดีเซลทั่วไปลิตรละ 3 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นตามมาตรการสนับสนุนให้เกิดการใช้B20 ของภาครัฐ และตอนนี้B20 ยังคงใช้ได้เฉพาะในรถบรรทุก และรถโดยสารสาธารณะก่อน”

ด้าน นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า บางจากฯ ได้ร่วมสนับสนุนนโยบายของกระทรวงพลังงาน โดยเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล B20  ให้กับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มขนส่งสินค้า รถและเรือโดยสาร มาตั้งแต่เดือนก.ค. 2561 และขณะนี้ได้ขยายการจำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันบางจากให้กับรถขนส่งขนาดใหญ่ทั่วไปที่สามารถใช้น้ำมันดีเซล B20 ได้   เพื่อช่วยให้อากาศดีขึ้นและได้ช่วยเหลือเกษตรกรอีกด้วย โดยระยะแรกจะเริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซล  B20 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจาก 5 สาขา ในพื้นที่วิกฤติฝุ่นควันในเขตรอบกรุงเทพฯ และปริมณฑล  ได้แก่ พระราม 2 (นาโคก)  เพชรเกษม (วังมะนาว)  เทพารักษ์ กม.11  บางบัวทอง  และแก่งคอย  โดยมีแผนจะขยายการจำหน่ายไปทั่วประเทศต่อไป

ปตท.ศึกษาลงทุนปั๊มขายเฉพาะดีเซล รองรับรถบรรทุก

ปตท.เตรียมศึกษาสร้างปั๊มจำหน่ายเฉพาะน้ำมันดีเซล สำหรับรถบรรทุกขึ้น เพื่อลดปัญหาความแออัดในการให้บริการในปั๊ม โดยเลือกจุดสร้างในเส้นทางที่รถบรรทุกวิ่งผ่านจำนวนมากก่อนจะขยายให้ดีลเลอร์ลงทุนสร้างต่อ พร้อมหารือ SME Bank สนับสนุนสินค้าโอท็อปในพื้นที่มาจำหน่ายในปั๊ม ปตท.มากขึ้นด้วย 

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด(มหาชน) หรือ PTTOR เปิดเผยว่า ขณะนี้ ปตท.  อยู่ระหว่างศึกษาการเปิดปั๊มน้ำมันสำหรับจำหน่ายเฉพาะน้ำมันดีเซลทุกเกรดเท่านั้น หรือ  ดีเซล สเตชั่น เช่น น้ำมันดีเซลทั่วไป หรือ ไบโอดีเซลB7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 7% ในทุกลิตร), น้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม และน้ำมันไบโอดีเซลB20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) เพื่อลดปัญหาความแออัดในปั๊มน้ำมัน จากการให้บริการรถบรรทุกขนาดใหญ่ ที่อาจส่งผลกระทบต่อรถขนาดเล็กที่มาใช้บริการ และยังเป็นการเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการด้วย

อย่างไรก็ตามเบื้องต้นคาดว่าจะเลือกพื้นที่สร้างปั๊มดังกล่าวในเส้นทางที่รถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซล วิ่งผ่านจำนวนมากก่อน โดย ปตท.จะเป็นผู้ดำเนินการลงทุนเพื่อนำร่องก่อน หากประสบความสำเร็จจะขยายไปยังผู้ประกอบการที่เป็นดีลเลอร์ของ ปตท.ต่อไป

ทั้งนี้การลงทุนสร้างปั๊มดังกล่าว PTTOR สามารถดำเนินการได้เลยไม่ต้องขอนุมัติจากคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท. แต่อย่างไร เนื่องจากเป็นการขยายธุรกิจปั๊มน้ำมันตามปกติ

สำหรับปั๊ม ปตท.ที่ดำเนินการอยู่ปัจจุบัน ยังคงจำหน่ายทั้งน้ำมันกลุ่มดีเซลและและกลุ่มเบนซินต่อไป ไม่จำเป็นต้องแยกเป็นปั๊มสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินหรือกลุ่มดีเซลเป็นการเฉพาะแต่อย่างใด แต่สาเหตุที่ต้องแยกกลุ่มดีเซลออกมาในครั้งนี้เพราะต้องการลดปัญหาความแออัดการจราจรและการให้บริการในปั๊ม และเพิ่มความปลอดภัยในการให้บริการมากขึ้นเท่านั้น

นายอรรถพล กล่าวว่า สำหรับยอดการใช้น้ำมันในปี 2562 นี้ คาดว่าทั้งประเทศจะเติบโต2-3% จากปี 2561 ยอดใช้น้ำมันดีเซลโดยรวมอยู่ที่ 62 ล้านลิตรต่อวัน การเติบโตดังกล่าวอาจไม่มากนัก เนื่องจากปัจจุบนรถยนต์มีสมรรถนะดีขึ้น สิ้นเปลืองน้ำมันน้อยลง ขณะที่สัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันของ ปตท.ในปี 2562 คาดว่าจะเติมโตขึ้นอีก 0.6% หรือมีสัดส่วนอยู่ที่ 40.6% จากสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันของทุกราย ซึ่งเร็วๆนี้  ปตท.มีแผนจะช่วยสนับสนุนสินค้าชุมชนมากขึ้น โดยเตรียมหารือกับ ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย หรือ SME Bank เพื่อส่งเสริมสินค้าโอท็อปท้องถิ่นให้มาจำหน่ายในปั๊มปตท.มากขึ้นและช่วยสร้างแบรนด์ให้สินค้าโอท็อปด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือชุมชนและดึงดูดผู้มาใช้บริการในปั๊ม ปตท.เป็นต้น

เชฟรอน และ ศูนย์ข่าวพลังงาน สนับสนุน”ค่ายสมาธิ 2562″ เพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กในต่างจังหวัด

เชฟรอน  ร่วมกับ ศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center – ENC สนับสนุนกิจกรรม “ค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาประจำปี2562” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กเยาวชนไทยในต่างจังหวัด โดยกิจกรรมดังกล่าวเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียน วัด และชุมชน

กิจกรรม “ค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาประจำปี2562” จัดขึ้นที่สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ  ต.นาโก อ.กุฉินารายณ์ จ.กาฬสินธ์ เมื่อวันที่ 25-27 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมา มีนักเรียนจากโรงเรียนหลายแห่งทั้งจากในเขตอำเภอกุฉินารายณ์  อาทิ รร.หนองห้างวิทยา รร.บ้านห้วยม่วง  รร.บัวขาว  รร.กุฉินารายณ์ รร.โนนคำวิทยา  รร.วัดสิมนาโก  วิทยาลัยอาชีวศึกษาไทยเทคเอเชีย   และรร.หนองเหล็กศึกษา  อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม  ให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวน 122 คน โดยนักเรียนแต่ละโรงเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องถือศีล 8 ข้อเหมือนสามเณร ในช่วงระหว่างการเข้าค่าย ซึ่งจะมีช่วงเวลาที่เด็กจะได้รับการอบรมธรรมะจากพระวิทยากร และฝึกปฏิบัตินั่งสมาธิ  ซึ่งจะตื่นนอนเพื่อมาทำวัตรเช้าตั้งแต่เวลา 4.00 น.

“บัวงาม น้ำใส ” เจ้าของผลงาน”ปรากฏกลอน” กำลังเล่าเทคนิคการเขียนกลอนธรรมะ

โดยกิจกรรมค่ายสมาธิในปีนี้ จัดภายใต้หัวข้อ “ธรรมะ นำพา ปรากฏกลอน” ที่มีการสอดแทรกการสอนแต่งกลอนแปดเกี่ยวกับธรรมะ ให้แก่เยาวชนที่มาร่วมกิจกรรมค่าย โดยเชิญวิทยากรเจ้าของ นามปากกา “บัวงาม น้ำใส” ที่เพิ่งมีผลงานหนังสือรวมเล่มบทกวี ชื่อ “ปรากฏกลอน” ร่วมกับนักเขียนอีกท่าน  ซึ่งกำลังวางแผงจำหน่ายที่ศูนย์หนังสือจุฬาฯ อยู่ในขณะนี้  มาช่วยบอกเล่าประสบการณ์ และถ่ายทอดเทคนิคการแต่งกลอนธรรมะ ไปในกิจกรรมครั้งนี้ด้วย  ทำให้เด็กๆได้รับทั้งความสนุกสนานควบคู่ไปกับสาระในการร่วมกิจกรรมค่ายสมาธิครั้งนี้

หลากอิริยาบทของเด็กๆที่มาเข้าค่าย กำลังฝึกแต่งกลอนแปดเกี่ยวกับธรรมะ

สำหรับค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาประจำปี 2562 สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ ได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากทาง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ในขณะที่ ศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center – ENC ร่วมให้การสนับสนุน ค่าใช้จ่ายในส่วนของการจัดการทั้งหมด เช่นเดียวกับ “บัวงาม น้ำใส” และ “เวย์ รู้ทัน” เจ้าของผลงานหนังสือ “ปรากฏกลอน” ที่ได้นำรายได้จากการจำหน่ายหนังสือทั้งหมด  มาร่วมสนับสนุนกิจกรรมในครั้งนี้ด้วย นอกจากนั้น ยังมีคณะสายบุญสำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ ที่มาบริจาคสมทบทุนร่วมกัน  ทำให้กิจกรรมค่ายสมาธิที่จัดขึ้น เป็นเสมือนโมเดลบุญ ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่าย ทั้งบริษัทเอกชนด้านพลังงานอย่างเชฟรอน  สื่อสารมวลชนอย่าง ศูนย์ข่าวพลังงาน  สถานศึกษา  วัด และชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมคนละไม้คนละมือ  โดยที่มีคำว่า “บุญ” เป็นตัวเชื่อม ที่สร้างความประทับใจทั้งผู้ให้และผู้รับ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรม

(ซ้าย)คุณพรสุรีย์ กอนันทา ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัทเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (ขวา) ทีมเชฟรอนกับกิจกรรมมอบทุนและประกาศนียบัตร

โดยพลังของความร่วมมือดังกล่าว ช่วยสร้างโอกาสให้เด็กและเยาวชนกว่าร้อยคน  จากต่างโรงเรียน ได้มาทำกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ถึงการอยู่ในสังคมร่วมกัน  ที่มีการรักษาศีล 8 เป็นกฎกติกาพื้นฐาน ภายใต้การดูแลของพระวิทยากรและคุณครูแต่ละโรงเรียนที่มาร่วมกิจกรรม  ในช่วงระยะเวลา 2 คืน 2วัน ก่อนที่ช่วงเช้าวันที่3 ทุกคนที่ผ่านการเข้าค่ายจะได้รับใบประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา

นางวังแก้ว ยอดศิริ ครูจากรร.หนองเหล็กศึกษา  อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม  ที่นำเด็กเดินทางไกลข้ามจังหวัดมาร่วมเข้าค่ายครั้งนี้ เป็นครั้งแรก ได้ขอบคุณคณะผู้จัดกิจกรรม ที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กและเยาวชน  เช่นเดียวกับคุณครู สมสมัย จากโรงเรียนโนนคำวิทยา ที่นำเด็กนักเรียนเข้าร่วมค่ายสมาธิอย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี ก็หวังว่าทุกฝ่ายจะให้การ  สนับสนุนกิจกรรมให้เกิดกิจกรรมดีๆ ที่ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับเด็กและเยาวชน ในอ.กุฉินารายณ์ เช่นนี้ต่อๆไป

ด็กๆสวมชุดขาวที่บริจาคสมทบกิจกรรมโดย คุณชนม์สวัสดิ์ สายบุญสำนักสงฆ์ภูถ้ำพระ และเดินเรียงแถวไปรับประทานอาหารอย่างเป็นระเบียบ

นางสาวพรสุรีย์ กอนันทา  ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจการสัมพันธ์ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ซึ่งเดินทางพร้อมคณะจากกรุงเทพฯ เพื่อมอบทุนการศึกษาด้วยตัวเอง กล่าวว่าการสนับสนุนกิจกรรมค่ายสมาธิและมอบทุนการศึกษาประจำปี2562 ของเชฟรอนในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายขององค์กร ที่เห็นความสำคัญเรื่องการศึกษาของเด็กและเยาวชนไทย โดยที่ผ่านมาเชฟรอนมีการดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการศึกษาทั้งในระดับประเทศ และระดับพื้นที่ ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ มาอย่างต่อเนื่อง โดยโครงการที่เป็นที่รู้จักกันดีในวงกว้างคือ โครงการเชฟรอน “Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”  ทั้งนี้ เชฟรอนได้ให้การสนับสนุนค่ายสมาธิ สำนักสงฆ์ภูถ้ำพระต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 3 แล้ว ในจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้นทั้งหมด 10 ครั้ง ในช่วง 8 ปี ที่ผ่านมา

ทิ้งท้ายด้วยผลงานกลอนแปดที่ได้รับรางวัลในกิจกรรม “ธรรมะ นำพา ปรากฏกลอน” โดย ดญ.ณัฐริยา จิตรจักร ชั้นป.5 โรงเรียนบ้านห้วยม่วง ที่เป็นเหมือนบทสรุปความสำเร็จของกิจกรรมครั้งนี้ ว่า

“ภูถ้ำพระเป็นวัดที่สวยมาก
แสนลำบากในการเดินทางไกล
ถึงจะยากเหน็ดเหนื่อยสักเท่าไร
จะเดินไปให้ถึงที่แห่งธรรม”

กรมธุรกิจพลังงานเรียกโรงกลั่นถกอีกรอบหวังเร่งลงทุนน้ำมันมาตรฐานยูโร5เสร็จก่อน5ปี

กรมธุรกิจพลังงาน เรียกผู้ประกอบการโรงกลั่นหารืออีกรอบ เร่งปรับปรุงโรงกลั่นผลิตน้ำมันมาตรฐานยุโรป5 (ยูโร5) ให้เสร็จก่อน 5 ปี ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ระบุดำเนินการได้เฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซินบางชนิดก่อน  โดย ปตท. มั่นใจปรับปรุงโรงกลั่นผลิตยูโร5 ให้เสร็จก่อน 5 ปีทำได้ แต่นโยบายรัฐต้องชัดเจนและผู้ประกอบการทุกรายต้องดำเนินการพร้อมกัน

น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เชิญผู้ประกอบการโรงกลั่นน้ำมัน หารืออีกครั้งเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 เพื่อขอความร่วมมือในการเร่งรัดปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันให้เป็นไปตามมาตรฐานยุโรป5 หรือ ยูโร 5 ให้เสร็จก่อน 5 ปี ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการ ลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) โดยในส่วนของผู้ประกอบการโรงกลั่นเห็นว่าหากดำเนินการให้เสร็จก่อน 5 ปีจะส่งผลกระทบทางเทคนิคหลายประการ ซึ่งภาครัฐจะต้องเข้ามาให้การสนับสนุนด้วย รวมถึงต้นทุนที่อาจสูงขึ้นจากเดิมที่คาดว่าต้องใช้เงิน 3.5 หมื่นล้านบาท สำหรับการปรับปรุงโรงกลั่นทั้งหมด 6 โรงในประเทศไทย

นอกจากนี้การหารือกับตัวแทนผู้ประกอบการโรงกลั่นยังพบว่า การปรับปรุงโรงกลั่นให้ผลิตน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 เพื่อจำหน่าย ให้สำเร็จก่อน 5 ปีนั้น สามารถทำได้เฉพาะน้ำมันบางชนิดก่อน โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลและเบนซิน  ซึ่งก็พบว่าปัญหาต่อมาคือ การที่มีมาตรฐานน้ำมันมากกว่า 1 ประเภท นั้นจะกระทบต่อการใช้ท่อส่งน้ำมันที่บางรายใช้ท่อเดียวกันในการขนส่ง และอาจทำให้คุณภาพน้ำมันไม่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้น  ภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้ด้วย

ด้าน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่จะดำเนินการปรับปรุงโรงกลั่นให้ผลิตน้ำมันมาตรฐานยูโร5 ให้เสร็จก่อน 5 ปี ซึ่งช่วยลดปัญหาซัลเฟอร์ออกไซด์ในอากาศได้ แต่การปรับปรุงโรงกลั่นต้องใช้เงินลงทุนหลายล้านบาท เพราะแต่ละรายออกแบบโรงกลั่นมาแตกต่างกัน อย่างเช่น ปตท.ออกแบบโรงกลั่นแบบต่อยอดกับธุรกิจปิโตรเคมีได้  จึงต้องใช้เงินและเวลาในการปรับปรุงพอสมควร แต่ที่สำคัญผู้ประกอบการต้องการให้ภาครัฐกำหนดนโยบายมาตรฐานน้ำมันในประเทศให้ชัดเจนเสียก่อน รวมทั้งต้องกำหนดให้ผู้ประกอบการทุกรายต้องดำเนินการปรับเปลี่ยนพร้อมกันด้วย

สำหรับการจำหน่ายน้ำมันไบโอดีเซลB20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20% ในทุกลิตร) ในปั๊ม ปตท.นั้น ปัจจุบันมีจุดจำหน่ายอยู่ 32 จุด แบ่งเป็นในปั๊มน้ำมัน 5 จุด, ในจุดเติมน้ำมันขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพฯ(ขสมก.)20 จุด,จุดเติมน้ำมันของบริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.)2 จุด และจุดเติมน้ำมันของรถบรรทุก 5 จุด โดยปัจจุบันมียอดจำหน่ายอยู่ 1.5 ล้านลิตรต่อเดือน แต่หากรวมกับการใช้ของ ขสมก.ที่จะเริ่มใช้ทุกคันในวันที่ 1 ก.พ.2562 อีกจำนวน 5.5 ล้านลิตรต่อเดือน จะทำให้ยอดจำหน่ายB20 ของปตท.เพิ่มเป็น 7 ล้านลิตรต่อเดือน และตั้งเป้าหมายสิ้นปี 2562 นี้จะมียอดจำหน่ายเป็น 10 ล้านลิตรต่อเดือน

ปตท.จับมือ ขสมก.ประกาศความพร้อมรถเมล์2พันคันใช้ดีเซลB20เริ่ม 1ก.พ.นี้

ปตท. – ขสมก. ประกาศความพร้อมรถเมล์กว่า2พันคันเร่งใช้ดีเซล B20 ภายใน1 กุมภาพันธ์นี้ หวังช่วยลดฝุ่น PM2.5 และแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ โดย ปตท.พร้อมจัดหา-ขนส่ง B20 ปริมาณ 187,000  ลิตรต่อวัน ในขณะที่ค่ายรถยนต์ ฮีโน่ – อีซูซุ  มั่นใจประสิทธิภาพรถโดยสารใช้ B20

วันนี้ (31 มกราคม 2562) ณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่  นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และ ดร. ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ร่วมเป็นประธานใน พิธีแถลงข่าว ปตท. ร่วมกับ ขสมก. ประกาศความพร้อมรถโดยสารใช้น้ำมัน B20 โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย นายประยูร ช่วยแก้ว รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์กร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ   นายอำนวย  พงษ์วิจารณ์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์สเซลล์ (ประเทศไทย) และ นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลล์ จำกัด ร่วมพิธีฯ

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากปัญหาสถานการณ์น้ำมันปาล์มดิบล้นตลาดและมีราคาตกต่ำ  กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการพิจารณาเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มในการผลิตไบโอดีเซลสำหรับภาคขนส่ง ตั้งแต่การเพิ่มสัดส่วนน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับใช้ในรถยนต์ทั่วไปจากร้อยละ 6.6 เป็นร้อยละ 6.9 และการดำเนินการให้มีการจำหน่ายน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมไบโอดีเซล ร้อยละ 20 สำหรับรถใหญ่ในสถานีบริการทั่วไป ซึ่งจะพร้อมจำหน่ายในเขต กทม. ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ เป็นต้นไป เพื่อช่วยลดมลพิษฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีปริมาณสะสมสูงเกินค่ามาตรฐานในขณะนี้  โดยที่ผ่านมาได้มีการทดลองใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 กับรถ ขสมก. ซึ่งพบว่าไม่มีผลกระทบต่อเครื่องยนต์และอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่แตกต่างกับการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วปกติ อีกทั้งยังทำให้ระบบเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการลดฝุ่นละอองจากท่อไอเสียของยานยนต์ สำหรับมาตรการระยะยาวเพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ กรมธุรกิจพลังงานได้ขอความร่วมมือให้โรงกลั่นน้ำมันภายในประเทศจัดทำแผนปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพน้ำมัน EURO4 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 50 ppm) เป็นมาตรฐาน EURO5 (ค่ากำมะถันไม่เกิน 10 ppm) ซึ่งจะช่วยให้การเผาไหม้เครื่องยนต์สะอาดมากขึ้น

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า  กระทรวงคมนาคมได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดออกมาตรการเพื่อบรรเทาสถานการณ์ค่าฝุ่นละออง PM 2.5 เกินมาตรฐานโดยเร่งด่วน  เริ่มจากให้กรมการขนส่งทางบก  จัดทีมตรวจสภาพรถ ขสมก. โดยต้องไม่เกิดปัญหาควันดำโดยเด็ดขาด ให้ ขสมก. ปรับเครื่องยนต์รถโดยสารทุกคันให้ใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 เพื่อลดมลพิษจำนวน  2,075 คัน รวมถึงเร่งประสานขอรับรถ NGV ในส่วนที่เหลืออีก 119 คัน เพื่อให้บริการประชาชนและเร่งจัดหารถที่ใช้พลังงานสะอาด ประกอบด้วย  รถโดยสาร NGV
รถไฮบริด รถไฟฟ้า (EV) เพื่อแก้ปัญหาต่อเนื่อง  ให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย  เข้มงวดมาตรการลดฝุ่นละอองในพื้นที่ก่อสร้างรถไฟฟ้า 3 โครงการ  ให้การทางพิเศษแห่งประเทศไทย  แก้ปัญหาฝุ่นละอองหน้าด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ  ด้านกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท  ให้เข้มงวดตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และให้กรมเจ้าท่า  ประสานผู้ประกอบการขนส่งทางน้ำให้ตรวจสอบการใช้เครื่องยนต์เรือโดยสาร

รองผู้อำนวยการฝ่ายการเดินรถองค์กร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพกล่าวว่า องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ  (ขสมก.) ได้ดำเนินการตามนโยบายกระทรวงพลังงานและกระทรวงคมนาคม  ที่ต้องการสนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม   และลดฝุ่นละอองขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM 2.5) ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเมื่อช่วงเดือนตุลาคม – ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา  ขสมก. ได้ทดลองใช้น้ำมัน B20 กับรถโดยสารธรรมดา จำนวน 17 คัน  พบว่าเครื่องยนต์สามารถทำงานได้ตามปกติ  และมีอัตราการสิ้นเปลืองน้ำมันใกล้เคียงกับน้ำมันดีเซล B7 ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน  ขสมก. จึงได้มีแผนนำน้ำมันดีเซล B20 มาใช้กับรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 2,075 คัน แบ่งเป็น 2 ระยะคือ ระยะที่ 1 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดา จำนวน 815 คัน เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา และระยะที่ 2 ใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศ จำนวน 1,260 คัน ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป

ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในตอนท้ายว่า  ปตท. ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนมาตรการภาครัฐ สนับสนุนการใช้น้ำมันปาล์มภายในประเทศ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนปาล์ม  อีกทั้งแก้ไขปัญหามลพิษจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 เกินมาตรฐาน  โดยในกลุ่มเชื้อเพลิงรถโดยสารสาธารณะขนาดใหญ่  ปตท. มีความพร้อมในการจัดหาและขนส่งน้ำมัน B20  ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลที่มีส่วนผสมของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ในสัดส่วนร้อยละ 20  ให้กับรถโดยสารสาธารณะของ ขสมก. จำนวน 2,075 คัน  ประมาณการใช้น้ำมันทั้งสิ้น 187,000  ลิตรต่อวัน สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมัน  ช่วยเหลือเกษตรกรน้ำมันปาล์มได้อีกด้วย  ทั้งนี้ ปตท. บริษัทพลังงานแห่งชาติ ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน   จะยังคงเดินหน้าพัฒนาเชื้อเพลิงสะอาดเพื่อสภาพแวดล้อมและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของคนไทย

มองรอบด้านเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า “ความมั่นคง-ราคา-รักษาสิ่งแวดล้อม”

ไฟฟ้าเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ การบริหารจัดการไฟฟ้าจึงเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาล ให้ความสำคัญ เพราะมีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน และหน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องวางแผนบริหารจัดการการใช้เชื้อเพลิงอย่างเหมาะสมตามบริบทของประเทศ ทั้งในแง่สภาพเศรษฐกิจ สภาพภูมิศาสตร์ และความต้องการใช้ไฟฟ้า โดยคำนึงถึงข้อดี-ข้อจำกัดของแต่ละเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าอย่างรอบด้านและครบทุกมิติ เพื่อให้ประชาชนมีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอ มีคุณภาพที่ดี มีราคาที่เป็นธรรม ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม

ความมั่นคงในระบบไฟฟ้า

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ชีวิตของเรานั้นผูกติดอยู่กับไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการการใช้ไฟฟ้าต้องมีความต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ การเลือกเชื้อเพลิงที่นำมาผลิตไฟฟ้า จึงต้องคำนึงถึงด้านเศรษฐศาสตร์ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคงทางพลังงาน และเทคโนโลยี

ปัจจุบัน ‘ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์’ (รวมไปถึงชีวมวล และขยะ หากมีปริมาณเพียงพอ) ได้กลายเป็นเชื้อเพลิงหลักที่หลายประเทศเลือกใช้ เพราะเป็นเชื้อเพลิงที่สามารถเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง

ประเทศชั้นนำของโลกต่างคำนึงถึงเชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าเพื่อความมั่นคงและแข่งขันได้ทั้งสิ้น เช่น ประเทศเยอรมนี เป็นที่ทราบกันดีว่า แม้กำลังผลิตติดตั้งจากพลังงานหมุนเวียนจะมีมากถึง 53.3% ของกำลังการผลิตทั้งหมด แต่เมื่อมองลึกลงไปจะพบว่า เชื้อเพลิงที่มีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ยังคงเป็น ก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน นิวเคลียร์ น้ำมัน และ ชีวมวล ที่ครองสัดส่วนในการผลิตถึง 67.8%

กำลังผลิตติดตั้งของประเทศเยอรมนี (https://www.energy-charts.de/power_inst.htm)
เชื้อเพลิงที่ใช้ในการผลิตไฟฟ้าของเยอรมนี ปี 2561 (https://www.energy-charts.de/energy.htm?source=all-sources&period=annual&year=2018)

ขณะเดียวกัน พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม ได้ก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตไฟฟ้า ด้วยต้นทุนที่ลดต่ำลงและมีเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากขึ้น และไม่ปล่อยมลสารในกระบวนการผลิตไฟฟ้า แต่ความสามารถในการผลิตไฟฟ้าขึ้นอยู่กับสภาพภูมิอากาศซึ่งไม่มีความแน่นอน จึงไม่สามารถเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าได้ ยกเว้นจะนำแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานเข้ามาใช้ควบคู่ในการผลิตไฟฟ้า จึงจะสามารถสร้างความมั่นคงในระบบไฟฟ้าและสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานยังคงมีต้นทุนสูงหากนำเข้ามาใช้ในปริมาณที่มากและรวดเร็วเกินไป จะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้า

เชื้อเพลิงและที่ตั้งของโรงไฟฟ้าต้องมีความเหมาะสม

สิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ไปกับการเลือกใช้เชื้อเพลิง คือ สถานที่ตั้งของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภทที่จะต้อง มองให้ครบทุกมิติ อาทิ การขนส่งเชื้อเพลิงต้องสะดวกและเข้าถึงโรงไฟฟ้าได้ง่าย ต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำขนาดใหญ่เพื่อใช้ในกระบวนการผลิตไฟฟ้าและระบบหล่อเย็น ต้องอยู่ไม่ไกลจากระบบส่งไฟฟ้าหลักหรือสถานีไฟฟ้าแรงสูงที่สามารถรองรับพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้ รวมทั้งมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนน้อยที่สุด

นอกจากนี้ เชื้อเพลิงแต่ละประเภทยังมีปัจจัยที่ต้องพิจารณาแตกต่างกันไป อาทิ ชีวมวล ขยะ และนิวเคลียร์ ต้องอยู่ไกลจากแหล่งชุมชน พลังงานลมต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีความเร็วลมพอเหมาะ พลังงานแสงอาทิตย์ต้องมีความเข้มแสงที่เหมาะสม ตลอดจนถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ มีความจำเป็นต้องอยู่ใกล้แหล่งน้ำและต้องขนส่งสะดวก เข้าถึงแหล่งเชื้อเพลิงได้ง่าย ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ จะช่วยลดปัญหาในชุมชน และเพิ่มศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าให้ดียิ่งขึ้น

ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เรื่องที่ต้องใส่ใจ

ในยุคที่ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องที่ทั่วโลกต่างได้หันมาให้ความสนใจอย่างมีนัยสำคัญ ภาคพลังงานจึงต้องมีการกำหนดนโยบายและแนวทางลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) โดยหนึ่งในแนวทางนั้น คือการหันมาใช้เชื้อเพลิงจากพลังงานหมุนเวียนและลดการพึ่งพาการใช้เชื้อเพลิงจากฟอสซิล

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเชื้อเพลิงจากฟอสซิลจะส่งผลกระทบต่อคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมสูงกว่าพลังงานหมุนเวียน แต่เชื้อเพลิงประเภทนี้มีราคาถูกและมีความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าสูง คือใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าน้อยแต่ให้ค่าพลังงานสูง ในขณะเดียวกันสามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม มีค่าการปล่อยมลสารที่ดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานสากล เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศญี่ปุ่น ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าแบบ Ultra Supercritical: USC ซึ่งเป็นเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ที่ทันสมัยที่สุดในโลก มีการปล่อยมลสารที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าพลังความร้อนอื่นๆ ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว

ในขณะเดียวกัน เชื้อเพลิงจากขยะ แม้จะเป็นการบริหารทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด แต่การควบคุมปัญหาด้านกลิ่นไม่ให้รบกวนกับชุมชนโดยรอบตลอดจนการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เช่นเดียวกับแผงโซลลาร์เซลล์ ที่แม้กระบวนการผลิตไฟฟ้าจะไม่ก่อให้เกิดมลพิษ แต่กระบวนการกำจัดแผงโซลลาร์เซลล์ที่หมดอายุการใช้งานอย่างผิดวิธีจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม ดังนั้นควรมีการออกกฎหมายควบคุมและมีมาตรการป้องกันอย่างชัดเจน

มองให้รอบด้านทั้งข้อดีและข้อจำกัด ในบริบทของประเทศ

การบริหารจัดการเชื้อเพลิงที่ได้สมดุล ทั้งในทางเศรษฐศาสตร์ วิศวกรรม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้บริบทของประเทศ จึงเป็นโจทย์ใหญ่และโจทย์สำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาประเทศให้สอดรับกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ต้องสามารถดึงดูดการลงทุนในภาคธุรกิจได้ และสอดคล้องกับความอยู่ดีมีสุขของประชาชน ทั้งในแง่ค่าไฟฟ้าที่เหมาะสม และแง่ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน

PTTOR -บางจาก เริ่มจำหน่ายดีเซลบี20วันที่1ก.พ.นี้

PTTOR และบางจาก ดีเดย์ จำหน่ายน้ำมันดีเซลบี20 ในปั๊ม เป็นครั้งแรก1 ก.พ.นี้ ตอบสนองนโยบายกระทรวงพลังงาน หลัง ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน วันนี้ (30ม.ค.2562) เห็นชอบให้ กรมธุรกิจพลังงานออกประกาศคุณภาพน้ำมันดีเซลบี20

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่าทั้งPTTORและบางจาก จะเริ่มนำร่องจำหน่ายน้ำมันดีเซล บี20 ภายในสถานีบริการน้ำมัน เป็นครั้งแรกในประเทศไทยในวันศุกร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562  นี้ โดยนำร่องในส่วนของปั๊ม PTTOR 5แห่ง และ บางจาก 5แห่ง ซึ่งจะมีพิธีเปิด เวลา 12.30 – 14.00 น. ณ สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น สาขาวงแหวนตะวันตกขาเข้า จังหวัดปทุมธานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้เกียรติเป็นประธาน   จากนั้นเวลา 15.00 น. – 16.30  น จะมีพิธีเปิดในส่วนของ สถานีบริการน้ำมันบางจาก สาขาเทพารักษ์ กม.11

ทั้งนี้การเปิดจำหน่ายน้ำมันดีเซลบี20ในปั๊ม สามารถดำเนินการได้ หลังจากที่กรมธุรกิจพลังงานออกประกาศบังคับใช้คุณภาพน้ำมันดีเซลบี20 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจาก กบง.ด้วยแล้ว เมื่อวันที่ 30ม.ค.2562

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า  กระทรวงพลังงานประเมอนว่าการเพิ่มช่องทางจำหน่ายน้ำมันดีเซลบี20 จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ได้มากขึ้นจากเดิม ที่เป็นการจำหน่ายเฉพาะในจุดfeeder รถบรรทุกขนส่งขนาดใหญ่  โดยรถบรรทุกที่เติมน้ำมันดีเซลบี20จะมีส่วนต่างราคาที่ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป5บาทต่อลิตร ไปจนถึงสิ้นเดือนก.พ.2562นี้ จากนั้นส่วนต่างของราคาจะลดลงมาเหลือ3บาทต่อลิตร  ซึ่งการอุดหนุนราคาดังกล่าวมาจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามดีลเลอร์ปตท.ให้ความเห็นว่า  ในส่วนของดีลเลอร์ ไม่สนใจที่จะลงทุนติดตั้งตู้จ่ายดีเซลบี20 เพราะไม่คุ้มต่อการลงทุน เนื่องจากมีหัวจ่ายน้ำมันประเภทอื่นๆมากอยู่แล้ว อีกทั้งน้ำมันดีเซลบี20 ไม่ได้เป็นที่นิยมกับรถบรรทุกที่ต้องการกำลังเครื่องยนต์แรงขึ้นในการบรรทุก เมื่อเทียบกับดีเซลพรีเมี่ยม   ดังนั้น จึงเป็นเรื่องของบริษัทที่จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐเฉพาะในส่วนของปั๊มที่บริษัทเป็นเจ้าของเท่านั้น

กฟผ.พร้อมแล้วผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันปาล์มดิบ 2ก.พ.นี้

เรือขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ 2 เที่ยวแรก จำนวน 4,000 ตัน จากสุราษฏร์ธานี เดินทางถึงโรงไฟฟ้าบางปะกงแล้ว  กฟผ.เตรียมพร้อมเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า 2 กุมภาพันธ์นี้ สนองนโยบายรัฐบาลที่ต้องการช่วยยกระดับราคาผลผลิตปาล์มของเกษตรกรในประเทศ

นายศานิต นิยมาคม ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า เรือขนส่งน้ำมันปาล์มดิบ 2 เที่ยวแรก จำนวน 4,000 ตัน จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี เดินทางถึงโรงไฟฟ้าบางปะกงแล้ว เมื่อวันที่ 27 และ 28 มกราคมที่ผ่านมา   ซึ่งตามแผน กฟผ.จะเริ่มนำน้ำมันปาล์มดิบดังกล่าวไปใช้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้   โดยจะใช้น้ำมันปาล์มดิบประมาณเดือนละ 30,000 ตัน เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติในอัตราส่วน 50 : 50 ผลิตไฟฟ้าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคมนี้ รวมระยะเวลาดำเนินการทั้งสิ้น 6 เดือน

ทั้งนี้ กฟผ. จะดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจนครบจำนวน 160,000 ตัน ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนที่ผ่านมา  เรื่องมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรแก้ปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำ ซึ่งการนำน้ำมันปาล์มดิบมาใช้ผลิตไฟฟ้าจะไม่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้า เนื่องจากค่าใช้จ่ายในการดำเนินการจะไม่นำไปคิดรวมกับค่าเอฟที (FT) จึงไม่ส่งผลกระทบกับค่าไฟฟ้าของประชาชนแต่อย่างใด

ราคาน้ำมัน หนุน ปี’61 ปตท.สผ. กำไรสุทธิ 3.6 หมื่นล้านบาท

ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูง ดันผลประกอบการ ปตท.สผ. ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 36,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89% จากปีก่อน พร้อมลงทุนตามแผนต่อเนื่อง ทั้งการเร่งกิจกรรมสำรวจเพื่อเพิ่มปริมาณปิโตรเลียมสำรอง และการลงทุนในพื้นที่ยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลาง

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. รายงานผลประกอบการ ปี 2561 มีกำไรสุทธิ 1,120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 36,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 89% จากปี 2560 ที่มีกำไรสุทธิ 594 ล้านดอลลาร์ฯ หรือ 20,579 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายเฉลี่ยสูงขึ้นมาอยู่ที่ 305,522 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน หลังการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนเพิ่มเติม 22.22% ในโครงการบงกช ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนรวม 66.66%

สำหรับราคาขายผลิตภัณฑ์เฉลี่ยซึ่งปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลก อยู่ที่ 46.66 ดอลลาร์ฯ ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ หรือเพิ่มขึ้น 19% จากปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้รวมปี 2561 อยู่ที่ 5,459 ล้านดอลลาร์ฯ หรือประมาณ 176,687 ล้านบาท

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2562 ปตท.สผ. จะเดินหน้าเชิงรุกมากขึ้น โดยเร่งผลักดันการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้ายในโครงการหลักที่อยู่ระหว่างรอการพัฒนา โดยเฉพาะโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ซึ่งน่าจะตัดสินใจลงทุนได้ตามแผนภายในครึ่งแรกของปีนี้

นอกจากนั้น จะเร่งรัดกิจกรรมการสำรวจในโครงการต่างๆ ทั้งในเมียนมาและมาเลเซีย และมองหาโอกาสเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกกลางเพิ่มเติม เพื่อช่วยสร้างการเติบโตและเพิ่มปริมาณสำรองให้กับบริษัทได้ในอนาคต ส่วนแหล่งบงกชและเอราวัณในอ่าวไทย หลัง ปตท.สผ. ชนะการประมูลทั้ง 2 แหล่ง เมื่อเดือนธันวาคม 2561 ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างรอการลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต เพื่อเริ่มดำเนินงานตามแผนงานในการรักษาปริมาณการผลิตของทั้งสองแหล่ง เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ