Home Blog

บางจากฯ เปิดจำหน่ายดีเซล B20 อุ้มเกษตรกร-ลดต้นทุนขนส่ง

บางจากฯ และผู้ประกอบการขนส่ง ร่วมกับกระทรวงพลังงาน เปิด “โครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันบางจากดีเซลเกรดพิเศษ B20” ส่งเสริมรถบรรทุกขนาดใหญ่ใช้น้ำมันเกรดพิเศษ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาปาล์มดิบล้นตลาด และลดต้นทุนค่าขนส่ง พร้อมขยายผลสู่รถโดยสารสาธารณะ รถไฟ และเครื่องจักรกลการเกษตร คาดช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไบโอดีเซล 3,500 ตันต่อปี

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่มีส่วนผสมของน้ำมันไบโอดีเซล ร้อยละ 20 โดยมีเป้าหมายการจำหน่ายที่ 15 ล้านลิตรต่อวัน เบื้องต้นคาดว่าจะช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบได้มากขึ้น จากเดิม 1.3 ล้านตันต่อปี เป็น 2 ล้านตันต่อปี สามารถช่วยเหลือเกษตรกรจากปัญหาราคาปาล์มน้ำมันตกต่ำจากภาวะวัตถุดิบล้นตลาด

นอกจากนี้ ยังกำหนดราคาขายปลีกน้ำมันดีเซล B20 ต่ำกว่าน้ำมันดีเซลปกติ 3 บาทต่อลิตร ทำให้ช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงให้แก่ผู้ประกอบการรถขนส่งขนาดใหญ่ จากการศึกษาทดลองใช้น้ำมันดังกล่าวกับรถบรรทุกบางยี่ห้อบางรุ่น ไม่พบว่ามีผลกระทบกับเครื่องยนต์ ทั้งยังทำให้ระบบการเผาไหม้ของเครื่องยนต์สะอาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ในเร็วๆ นี้ กระทรวงพลังงาน จะหารือกับกระทรวงคมนาคม เพื่อสนับสนุนการใช้น้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 ในรถ ขสมก. บขส. และรถไฟ ด้วย

ด้านนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บางจากฯ ได้เริ่มจำหน่ายน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 มาตั้งแต่ต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา และจะเดินหน้าขยายการจำหน่ายให้กับลูกค้าที่เป็นผู้ประกอบการ ทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มขนส่งสินค้า รถและเรือโดยสาร เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าน้ำมันเชื้อเพลิงในการขนส่งสินค้าและค่าโดยสาร และลดค่าครองชีพของประชาชน ขณะนี้มีผู้ประกอบการสนใจเข้าร่วมแล้วกว่า 20 ราย รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) บริษัท ทีพีไอคอนกรีต จำกัด ที่มีปริมาณการใช้รวมเดือนละ 2.5 ล้านลิตร จะช่วยเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นวัตถุดิบผลิตไบโอดีเซลได้ 3,500 ตันต่อปี

และในระยะต่อไป บางจากฯ มีแนวคิดที่จะขยายการจำหน่ายน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ B20 ไปใช้กับเครื่องมือเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อบรรเทาปัญหาราคาน้ำมันแพง ช่วยลดต้นทุนภาคการเกษตร ซึ่งอยู่ระหว่างหารือร่วมกับกระทรวงพลังงาน

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทใช้น้ำมันดีเซล B20 กับรถดีเซลทุกชนิด ผลของการใช้งานเป็นที่น่าพอใจ และมองว่านอกจากจะส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อม ยังช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นจากการไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันดิบจากต่างประเทศมากเกินไป ลดการนำเข้า ลดการสูญเสียเงินตราต่างประเทศ และช่วยให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มมีรายได้ที่ดีขึ้น

เตรียมเสนอกพช.พิจารณาหลักเกณฑ์นำเข้าLNG 1.5 ล้านตันต่อปี ของกฟผ.ให้มีความชัดเจน

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) พิจารณาหลักเกณฑ์การนำเข้าLNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปีของ กฟผ. ให้มีความชัดเจนในทางปฎิบัติ หลัง กฟผ.ไม่สามารถนำเข้าได้ ตามที่เคยรายงานให้กพช.รับทราบในช่วงปลายปี2561 นี้ เหตุมีราคาแพง  โดยรัฐมนตรีพลังงาน  ให้นโยบาย กับ กฟผ. ต้องนำเข้าLNG  ในราคาที่ไม่สูงกว่าที่ปตท.นำเข้า ตามสัญญาระยะยาว

นายวีระศักดิ์ พึ่งรัศมี อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ   เปิดเผย ในระหว่างนำสื่อมวลชนจากประเทศไทย ดูงานเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน ของบริษัท Japan CCS จำกัด ณ ประเทศญี่ปุ่นระหว่างวันที่ 29 ก.ค.-2 ส.ค. 2561 ว่า อนาคตประเทศไทยจะมีความต้องการใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG)เพื่อนำมาทดแทนก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยที่จะลดลงเหลือราว 1,500 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หลังปี2565-2566 จากปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 3,800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ขณะที่ก๊าซ ฯจากเมียนมาจะหมดสัญญาลงในปี 2570 ทำให้กระทรวงพลังงาน ต้องเตรียมความพร้อมรองรับการนำเข้าLNGในอนาคต โดยปัจจุบันได้มอบหมายให้  ปตท. ดำเนินการลงทุนก่อสร้างคลังรับLNG(เทอร์มินอล 1) ที่มาบตาพุดขนาด 10 ล้านตันต่อปี และ เทอร์มินอล 1(ส่วนขยาย)อีก1.5 ล้านตันต่อปี เสร็จในปี2562 รวมเป็น 11.5 ล้านตันต่อปี และยังอยู่ระหว่างก่อสร้างเทอร์มินอล หนองแฟบ อีก 7.5 ล้านตันต่อปี

ในส่วนของเทอร์มินอล 1 ส่วนขยาย 1.5 ล้านตันต่อปีนั้น คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ได้มอบหมายให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ทดลองนำเข้าLNG ในปริมาณไม่เกิน 1.5 ล้านตันต่อปี โดยให้เตรียมความพร้อมให้แล้วเสร็จในปี 2561 และให้เริ่มนำเข้าในปี 2562

อย่างไรก็ตามในการดำเนินการ ยังมีปัญหาเรื่องของราคาก๊าซและปริมาณนำเข้า ซึ่งเดิม กฟผ.มีแผนจะนำเข้าคาร์โกแรก 75,000 ตันในช่วงปลายปี 2561  แต่อาจทำให้มีผลกระทบในด้านราคาเพราะเป็นช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวในแถบยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่ทำให้ราคาLNG  ที่เป็นราคาspot  market ปรับสูงขึ้น  ดังนั้นการนำเข้าล็อตเล็กอาจจะได้ราคาที่แพงกว่าการนำเข้าล็อตใหญ่  ดังนั้น กระทรวงพลังงานจะต้องนำเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) และกพช.พิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ราคานำเข้าLNGของ กฟผ.อีกครั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ

โดยแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวง พลังงาน  นายศิริ จิระพงษ์พันธ์  ได้ให้นโยบายกับทางกฟผ.เกี่ยวกับการนำเข้าLNG ในปริมาณ1.5 ล้านตันต่อปี ว่า  กฟผ.จะต้องนำเข้าในราคาที่ต่ำกว่า ที่ ปตท.ดำเนินการ ตามสัญญาระยะยาว   ซึ่งราคา spot  LNG ที่ซื้อขายกันมีทั้งช่วงที่มีราคาที่ต่ำกว่าและสูงกว่า ราคาที่ปตท.นำเข้า ดังนั้น กฟผ.จึงต้องเลือกนำเข้า จังหวะ ที่ราคา spot LNG มีราคาที่ต่ำกว่า จึงจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภค

อย่างไรก็ตามในข้อกฎหมาย กฟผ.กำหนด ให้ การจัดหาเชื้อเพลิงของกฟผ. ซึ่งหมายรวมถึง LNG ที่กฟผ.นำเข้ามาเอง  จะต้องใช้กับโรงไฟฟ้าของกฟผ.หรือโรงไฟฟ้าของบริษัทลูก กฟผ. เท่านั้น ห้ามจำหน่ายให้กับบริษัทผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายอื่น   จึงเป็นประเด็นข้อจำกัด  ที่ต้องนำเสนอต่อ กพช. ให้พิจารณาในเชิงนโยบายเกี่ยวกับการนำเข้าLNG ของกฟผ.ด้วย

ไทย-สปป.ลาว ยังเดินหน้าตามข้อตกลงเอ็มโอยู ซื้อไฟ 9,000 เมกะวัตต์

ไทย-สปป.ลาว ยังเดินหน้าตามข้อตกลงเอ็มโอยู ซื้อไฟ  9,000 เมกะวัตต์

ไฟฟ้า ถือเป็นสินค้าส่งออกสำคัญ ที่สร้างรายได้หลักสำคัญให้กับ สปป.ลาว ทำให้ลาวยัง มุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของประเทศ สู่เป้าหมาย การเป็น แบตเตอรี่ของเอเชีย  โดยมีไทยเป็นตลาดผู้รับซื้อไฟฟ้ารายใหญ่  โดยถึงแม้จะมีเหตุการณ์ เขื่อน เซเปียน-เซน้ำน้อย แตก ส่งผลให้ปริมาณน้ำ กว่า 5 พันล้านลูกบาศก์เมตรไหลทะลักเข้าท่วมพื้นที่หลายหมู่บ้านที่อยู่ในแขวงอัตตะปือและแขวงจำปาสัก ทำให้มีผู้เสียชีวิต  สูญหาย และไร้ที่อยู่อาศัย จำนวนมาก  แต่ทั้งสปป.ลาว และรัฐบาลไทย ยังคงยืนยันเดินหน้ากรอบความร่วมมือตามเอ็มโอยูที่ตกลงกันไว้

ปัจจุบันไทยและสปป.ลาว มีการทำ ข้อตกลงเอ็มโอยู ที่ไทย จะซื้อขายไฟฟ้าจาก สปป.ลาว จำนวน  9,000 เมกะวัตต์  โดยมีสัญญาการซื้อขายไฟฟ้า(PPA)ระหว่างกันรวมแล้ว  5,832 เมกะวัตต์  แต่โครงการที่ดำเนินการแล้วเสร็จและจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในเชิงพาณิชย์ มายังประเทศไทย มีจำนวน 6 โครงการ รวมกำลังการผลิต 3,989 เมกะวัตต์  ได้แก่

1.โครงการเทิน-หินบุน จำนวน 220 เมกะวัตต์ เข้าระบบเดือนมี.ค. 2541

2.โครงการห้วยเฮาะ จำนวน 126 เมกะวัตต์ เข้าระบบเดือนก.ย. 2542

3.โครงการน้ำเทิน2  จำนวน 948 เมกะวัตต์ เข้าระบบเดือน เม.ย. 2553

4.โครงการน้ำงึม2 จำนวน 597 เมกะวัตต์ เข้าระบบเดือนมี.ค. 2554

5.โครงการเทิน-หินบุนส่วนขยาย จำนวน 220 เมกะวัตต์ เข้าระบบเดือน ธ.ค. 2555

6.โครงการหงสาลิกไนต์  ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินลิกไนต์  3 ยูนิต รวมจำนวน 1,878 เมกะวัตต์ เข้าระบบล่าสุดเดือนมี.ค. 2559

ส่วนโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและจะผลิตไฟฟ้าขายให้ไทยในปี 2562 อีก 3 โครงการ รวมปริมาณไฟฟ้า 1,843 เมกะวัตต์ ได้แก่

1.โครงการไซยบุรี จำนวน 1,220 เมกะวัตต์

2.โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย 354 เมกะวัตต์

3.โครงการน้ำเงี้ยบ1 จำนวน 269 เมกะวัตต์

และในปี 2565 จะมีโรงไฟฟ้าพลังน้ำโครงการน้ำเทิน 1 เข้าระบบอีก 520 เมกะวัตต์ ซึ่งหากโครงการดังกล่าวทั้งหมดเข้าระบบแล้ว จะทำให้ไทยรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาวรวม 6,352 เมกะวัตต์ จากกรอบความร่วมมือ 9,000 เมกะวัตต์

นายทวารัฐ สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวว่า  ยังมีอีกหลายโครงการที่ สปป.ลาวได้เสนอขายไฟฟ้าให้กับ ไทย แต่รัฐบาลไทยต้องพิจารณาความเหมาะสมก่อนจะตกลงกัน  ซึ่งต้องให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว(PDP2018) ที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้เป็นหลัก

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า แม้ว่า โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย จะมีปัญหา ที่ภาครัฐอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของไทย ยืนยันแล้วว่า จะไม่กระทบต่อความมั่นคงไฟฟ้าของฝั่งไทย เพราะยังมีปริมาณสำรองไฟฟ้าอยู่เพียงพอ

สำหรับกรอบข้อตกลงตามเอ็มโอยู 9,000 เมกะวัตต์  ซึ่งยังเหลือไฟฟ้าที่ไทย จะต้องซื้อเข้าระบบ อีกเกือบ 3,000 เมกะวัตต์ นั้น มีโครงการที่ยังมีศักยภาพ  ที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น โครงการปากเบ่ง กำลังการผลิต798 เมกะวัตต์  ส่วนโครงการที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่ได้มีการเจรจากับฝ่ายไทย มีอีกจำนวนกว่า  1,905 เมกะวัตต์ ได้แก่ โครงการ เซกอง4  กำลังการผลิต240 เมกะวัตต์  โครงการเซกอง5 กำลังการผลิต330 เมกะวัตต์ โครงการ  น้ำกง1 กำลังการผลิต 75 เมกะวัตต์  และโครงการเซนาคาม กำลังการผลิต660 เมกะวัตต์  รวมทั้งโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม ที่เอกชนไทยเข้าไปเป็นผู้พัฒนาโครงการอีก 600 เมกะวัตต์   ซึ่งต้องติดตามว่าหลังแผนPDP2018 จัดทำแล้วเสร็จ short list  ของโครงการใหม่จะเป็นอย่างไร

กลุ่ม ปตท. พัฒนานวัตกรรมตาข่ายป้องกันโดรนแบบแรงดึงสูงต้นแบบ

ลุ่ม ปตท. พัฒนานวัตกรรมตาข่ายป้องกันโดรนแบบแรงดึงสูงต้นแบบ เสริมแนวป้องกันโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์

วานนี้ (10 มี.ค. 69) กลุ่ม ปตท.จัดแสดงการทดสอบตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรน โดยมีนายพิรุณ กริ่มวงษ์รัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหารกลยุทธ์กลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 6 จากขวา) และคณะผู้บริหารกลุ่ม ปตท. ร่วมงาน ณ วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง ซึ่งเป็นความร่วมมือด้านนวัตกรรมวัสดุ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ผ่านโครงการบริหารการสร้างประโยชน์ร่วมธุรกิจปิโตรเคมีและการกลั่น (PRISM) บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (GC) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) และ บริษัท สไกลเลอร์ โซลูชั่นส์ จำกัด (Skyller) ในการพัฒนาตาข่ายประสิทธิภาพสูงป้องกันโดรนด้วยแนวคิด Energy Absorption จากเม็ดพลาสติก HDPE เกรดพิเศษของ GC และเม็ดพลาสติกคุณภาพสูงของ IRPC ที่มีความแข็งแรงและทนทานในทุกสภาพอากาศ ไม่ลามไฟ ดูดซับพลังงานจากแรงกระแทก ทำให้ป้องกันการโจมตีจากโดรนได้ดีกว่าตาข่ายที่ผลิตจาก HDPE ทั่วไป ถือเป็นก้าวสำคัญของการพัฒนานวัตกรรมเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเม็ดพลาสติก ต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เสริมแนวป้องกันเชิงกายภาพให้กับโครงสร้างพื้นฐานของสถานประกอบการ พร้อมมุ่งขยายผลเชิงพาณิชย์ในอนาคต

กระทรวงพลังงานแจ้งปั๊มน้ำมันเปิดได้ตามปกติ ยังไม่ต้องปิดสี่ทุ่ม

“พลังงาน” แจ้งปิดปั๊มน้ำมันหลัง สี่ทุ่ม เป็นมาตรการเตรียมใช้กรณีสถานการณ์วิกฤต ปัจจุบันยังคงให้ปั้มน้ำมันเปิดตามปกติ พร้อมยืนยัน ปริมาณน้ำมันสำรองยังมีมากกว่า 3 เดือน

วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวที่ กระทรวงมหาดไทย สั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศประสานงานกับสำนักงานพลังงานจังหวัด ให้รวบรวมข้อมูลความต้องการใช้เชื้อเพลิงของภาคเอกชนในพื้นที่อย่างละเอียด ทั้งฐานข้อมูลน้ำมันดีเซล เบนซิน และก๊าซหุงต้ม ซึ่งการเก็บข้อมูลดังกล่าวนั้น จะนำมาใช้เป็นการวางแผนทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่ให้เกิดผลกระทบต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาคทั้งนี้ มาตรการปิดสถานีบริการน้ำมันหลัง สี่ทุ่มนั้น “เป็นมาตรการเตรียมความพร้อม”

การปิดเปิดสถานีบริการจะใช้เฉพาะกรณีที่สถานการณ์ในตะวันออกกลางมีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลกระทบกับปริมาณน้ำมันสำรองของไทยเข้าขั้นวิกฤตเท่านั้น ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันยังไปไม่ถึงขั้นวิกฤตแต่อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงาน ยังคงเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด

นอกจากนั้น จากการที่สถานีบริการน้ำมันบางพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำมัน กระทรวงพลังงาน ได้ติดตามและบูรณาการการทำงานร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เพื่อกำกับดูแลไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ที่อาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน

ทั้งนี้ ขอความร่วมมือประชาชนอย่าตื่นตระหนกและกักตุนน้ำมัน กระทรวงพลังงาน กำลังเร่งประสานผู้ค้าเร่งจัดส่งน้ำมันไปยังพื้นที่ยังมีน้ำมันไม่เพียงพอ เพื่อลดผลกระทบของประชาชนให้น้อยที่สุด

“สำหรับกระแสข่าวเรื่องมาตรการปิดสถานีบริการน้ำมันหลังเวลา 22.00 น. นั้น กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่ามาตรการดังกล่าว “ใช้เฉพาะในกรณีที่ปริมาณน้ำมันสำรองเข้าสู่สภาวะวิกฤตขั้นสูงสุด” ซึ่งในขณะนี้สถานการณ์ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ จึงขอให้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตตามปกติและเชื่อมั่นในแผนเตรียมความพร้อมของรัฐบาลที่จะรับมือกับทุกวิกฤตการณ์อย่างสุดความสามารถ” นายสราวุธ กล่าว

“พีระพันธุ์” ลงแท่นผลิตเอราวัณ G1/61 มั่นใจ เมษายน นี้ ผลิตก๊าซเพิ่มเป็น 800 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน

เมื่อวานนี้ (วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2567) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ข้าราชการกระทรวงพลังงาน พร้อมด้วยนายฉัตรชัย พรหมเลิศ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมความพร้อมของการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61 ในอ่าวไทย (แหล่งเอราวัณ) ซึ่งมีแผนจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในวันที่ 1 เมษายนนี้ เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ 

โครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ที่เขื่อนสิรินธร

สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) นำเสนอ “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต”

สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) นำเสนอ “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต” ในงาน PEACON & Innovation 2022 ชี้นวัตกรรมดิจิทัลหลากหลายรูปแบบที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนมีความมั่นคงจะเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ได้ พร้อมยกตัวอย่าง  Smart Island Porto Santo ของโปรตุเกส เป็นกรณีศึกษา

วันนี้ (14 ธันวาคม 2565) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศและหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงานประชุมวิชาการและนวัตกรรมของ PEA ปี 2565 (PEACON & Innovation 2022) ณ ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ โรงแรมเซนทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีสำคัญให้ นิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักวิชาการ รวมทั้งพนักงาน PEA ที่มีความรู้ความสามารถ ได้มีโอกาสนำเสนอบทความทางวิชาการ รวมทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา ด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในอนาคตต่อไป
 
โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือการปาฐกถาพิเศษหัวข้อเรื่อง “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต” โดย ดร.ประดิษฐพงษ์ สุขสิริถาวรกุล เลขาธิการ สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) ที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของโลกที่จะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้ามามากขึ้นในระบบ ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมหลากหลาย solutions ที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืนโดยยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งที่ออสเตรเลียและโปรตุเกส เพื่อให้ผู้ร่วมรับฟังปาฐกถาครั้งนี้มีความเข้าใจมากขึ้น

ดร.ประดิษฐพงษ์ สุขสิริถาวรกุล เลขาธิการ สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย)

ในสาระสำคัญของการปาฐกถาพิเศษ ดร. ประดิษฐพงษ์ ได้กล่าวถึงทิศทางของโลกที่ต้องการลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้ได้ภายในปี 2050 เพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส นั้น จะทำให้มีการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมเพิ่มขึ้นถึง 80% ความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นกว่า 50 % จะอยู่ในภาคอุตสาหกรรมประมาณ 20 PWh ภาคอาคารธุรกิจ สำนักงาน ที่อยู่อาศัยประมาณ 15 PWh และภาคขนส่งประมาณ 10 PWh ความต้องการใช้อุปกรณ์ IoT จะเพิ่มขึ้นเป็น 24 พันล้านชิ้น ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) คาดว่าจะสูงถึง 62 ล้านคันต่อปี

โดยนวัตกรรมดิจิทัลและความปลอดภัยทางไซเบอร์จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เช่น การพยากรณ์ไฟฟ้าที่ผลิตได้จากพลังงานหมุนเวียน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) สำหรับการบริหารจัดการระบบโครงข่ายไฟฟ้าและการซื้อขายไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์และลม การใช้ Machine Learning สำหรับการทำกลยุทธ์การเสนอราคาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฎิบัติการและการจ่ายกระแสไฟฟ้า การนำโรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าดิจิทัลมาใช้ ลดการใช้สายเคเบิล ติดตั้งได้เร็วขึ้น และนำอุปกรณ์นวัตกรรมดิจิทัลแบบเรียลไทม์ มาติดตั้งใช้งาน เพื่อดูข้อมูลสถานะและวิเคราะห์แก๊สในน้ำมันของหม้อแปลงไฟฟ้าอย่างอัจฉริยะ ตรวจสอบสภาพการรั่วไหลของแก๊ส SF6 ของ Gas Insulated Switchgear (GIS) การบันทึกแบบออนไลน์และวิเคราะห์ค่าแรงดันเกินของกับดักเสิร์จ ดิจิทัลแพลตฟอร์มที่รวมองค์ประกอบของระบบการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Asset Management) จะช่วยเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า

การนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์รูปแบบใหม่มาใช้ในระบบสื่อสารของสถานีไฟฟ้าที่อาศัยปรากฏการณ์เชิงควอนตัมในการช่วยประมวลผลข้อมูลซึ่งจะส่งผลให้เกิดการประมวลผลที่เร็วกว่าคอมพิวเตอร์แบบเดิมและมีความปลอดภัยทางไซเบอร์เพิ่มขึ้น การนำ Machine Learning มาใช้ในการวางแผนและจัดการดูแลการเจริญเติบโตของกิ่งไม้ ต้นไม้ ที่อยู่ใกล้แนวสายส่งไฟฟ้า อีกทั้งสามารถลดการลุกลามของไฟป่า โดยใช้งานควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพจากดาวเทียม (AI Satellite Imagery Analysis) ด้วยระยะที่ใกล้เพียง 15 เซนติเมตร การนำเทคโนโลยีการถ่ายภาพ 3 มิติทำให้เห็นมุมมองภาพเสมือนจริงแบบเรียลไทม์ในโรงไฟฟ้าและสถานีไฟฟ้าเพื่อบริหารจัดการสำหรับการปฎิบัติการและบำรุงรักษา
 
สำหรับประเทศไทยซึ่งตั้งเป้าหมายเพื่อลดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตามแนวทางจากการประชุม COP26 ที่มีเป้าหมายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ทำให้มีการศึกษาความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Storage) โรงไฟฟ้าชุมชนและโรงงานรีไซเคิลแบตเตอรี่และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ BCG (Bio-Circular-Green) Economy ซึ่งสอดคล้องกับทั่วโลกที่มีการส่งเสริมการใช้พลังงานที่ไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) จะทำให้เราได้เห็น Large-scale eMobility เพิ่มขึ้นและเติบโตอย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่ามีสถานีไฟฟ้ารถบัสในรูปแบบของ DC Grid เพื่อลดพื้นที่ ลดการใช้สายเคเบิล และควบคุมปัญหาคุณภาพไฟฟ้า ในหลายๆ ประเทศเริ่มมีการใช้งานและส่งเสริมให้มีการใช้ Greenhouse Gas ทดแทนการใช้แก๊ส SF6 ที่ทำให้เกิดปัญหาปล่อยก๊าซเรือนกระจกเฉลี่ย 0.22 % มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีเพื่อเป็นฉนวนไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในสถานีไฟฟ้าและระบบส่งและจำหน่าย  การพัฒนาการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนเพื่อเป็นพลังงานทางเลือกสำหรับอนาคต ใช้สำหรับภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม และอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ซึ่งสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกว่า 30 % และยังสามารถนำไปใช้กับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ในการผลิตไฟฟ้าได้อีกด้วย จึงทำให้พลังงานไฟฟ้ากลายเป็นแกนหลักของระบบพลังงานทั้งหมด ในอนาคตอันใกล้ เราจะเห็น  Hydrogen Power Generator เข้ามาแทนที่ Diesel Generator ที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง
 
เมื่อพลังงานหมุนเวียน กลายเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหยุดได้ ในปี 2050 กว่า 80% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าจะมาจากพลังงานแสงอาทิตย์ ลม ชีวมวล น้ำ และไฮโดรเจน ปัจจุบันมีเทคโนโลยีต่าง ๆ มากมาย ที่รองรับและส่งเสริมการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น ถ้าเราต้องการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในพื้นที่ห่างไกลจากชายฝั่ง หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าร่วมกันที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนแบบข้ามประเทศหรือข้ามทวีป เราสามารถส่งพลังงานไฟฟ้าผ่านเทคโนโลยี HVDC (High Voltage Direct Current) โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องข้อจำกัดของกำลังไฟฟ้าสูงสุดที่จ่ายได้หรือความยาวของสายส่ง และมีประสิทธิภาพในการส่งสูงมากเมื่อเทียบกับการส่งแบบกระแสสลับ หรือการเริ่มนำระบบ MVDC (Medium Voltage Direct Current) และระบบ LVDC (Low Voltage Direct Current) มาใช้งาน นอกจากนั้นเรายังมีเทคโนโลยีที่จะเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาคุณภาพไฟฟ้าในระบบ เช่น STACOM (Static Synchronous Compensator) ซึ่งใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์กำลัง IGBT (Insulated Gate Bipolar Transistor) ในปัจจุบัน Power Electronics เข้ามามีบทบาทช่วยขับเคลื่อนระบบไฟฟ้าและพลังงานกว่า 70% เพื่อควบคุมการไหลของกำลังไฟฟ้า และปรับปรุงเสถียรภาพของระบบในสภาวะชั่วครู่ (Transient Stability) เพื่อเพิ่มความมั่นคงหรือความสามารถของระบบที่จะสามารถทำงานต่อไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ หลังจากที่เกิดเหตุขัดข้องที่รุนแรงขึ้นกับระบบ และเทคโนโลยีซิงโครนัสคอนเดนเซอร์ (Synchronous Condensers) ซึ่งสามารถช่วยสนับสนุนการทำงานที่มีประสิทธิภาพและเชื่อถือได้ให้กับกริดหรือสายส่ง โดยการปรับสมดุล ลดความผันผวนของแรงดันไฟฟ้า และเพิ่มกำลังไฟฟ้าลัดวงจรให้สูงขึ้น

นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) ที่จะช่วยลดความผันผวนของพลังงานทดแทนซึ่งทำให้เราจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้อย่างมีเสถียรภาพ หรือที่เราเรียกกันว่า Smoothing เป็นแหล่งกักเก็บพลังงานในช่วงความต้องการไฟฟ้าต่ำและจ่ายไฟฟ้าในช่วงความต้องการไฟฟ้าสูง (Energy Shifting หรือ Peak Shaving) การบริหารจัดการเกลี่ยโหลด (Load Leveling) การจัดเตรียมกำลังไฟฟ้าสำรอง (Spinning Reserve) ช่วยควบคุมและรักษาความถี่ของระบบไฟฟ้าให้อยู่ในเกณฑ์ (Frequency Regulation) นอกจากนั้นยังช่วยจัดการความแออัดของระบบส่ง (Congestion Management) ทำให้เราสามารถนำพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) นำเสนอ “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต”

สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) นำเสนอ “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต” ในงาน PEACON & Innovation 2022 ชี้นวัตกรรมดิจิทัลหลากหลายรูปแบบที่มีการพัฒนาขึ้นเพื่อทำให้การใช้พลังงานหมุนเวียนมีความมั่นคงจะเป็นกลไกที่ช่วยขับเคลื่อนไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2050 ได้ พร้อมยกตัวอย่าง  Smart Island Porto Santo ของโปรตุเกส เป็นกรณีศึกษา

วันนี้ (14 ธันวาคม 2565) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาชั้นนำในประเทศและหน่วยงานวิจัยทั้งภาครัฐและเอกชน จัดงานประชุมวิชาการและนวัตกรรมของ PEA ปี 2565 (PEACON & Innovation 2022) ณ ศูนย์ประชุมวายุภักดิ์ โรงแรมเซนทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพฯ เพื่อเป็นเวทีสำคัญให้ นิสิต นักศึกษา อาจารย์ และนักวิชาการ รวมทั้งพนักงาน PEA ที่มีความรู้ความสามารถ ได้มีโอกาสนำเสนอบทความทางวิชาการ รวมทั้งยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับการพัฒนา ด้านธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในอนาคตต่อไป
 
โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานคือการปาฐกถาพิเศษหัวข้อเรื่อง “วิถีใหม่ของโครงข่ายไฟฟ้า มุ่งสู่พลังงานแห่งอนาคต” โดย ดร.ประดิษฐพงษ์ สุขสิริถาวรกุล เลขาธิการ สมาคมไฟฟ้าและพลังงานไอทริปเปิลอี (ประเทศไทย) ที่ชี้ให้เห็นถึงทิศทางการมุ่งสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เหลือสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของโลกที่จะต้องมีการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนเข้ามามากขึ้นในระบบ ทำให้มีการพัฒนาเทคโนโลยีนวัตกรรมหลากหลาย solutions ที่ทำให้เกิดความมั่นคงทางพลังงาน และความยั่งยืนโดยยกกรณีศึกษาที่น่าสนใจทั้งที่ออสเตรเลียและโปรตุเกส เพื่อให้ผู้ร่วมรับฟังปาฐกถาครั้งนี้มีความเข้าใจมากขึ้น

กฟผ. จ้างงานนักศึกษาจบใหม่เพิ่มอีกกว่า 1,000 อัตรา หนุนนโยบายรัฐบาล

กฟผ. รับสมัครนักศึกษาจบใหม่เข้าร่วม “โครงการพลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชน” ภูมิลำเนารอบพื้นที่ 9 เขื่อน และ 3 โรงไฟฟ้า มากกว่า 1,000 อัตรา ร่วมทำงานเก็บข้อมูลชุมชน โดยพร้อมเปิดรับสมัครทางออนไลน์ที่ www.egat.co.th/newjobber ระหว่างวันที่ 15 – 24 ก.พ. 64

นางสาว​ จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. จะเปิดรับสมัครนักศึกษาที่จบใหม่ ครั้งที่ 2 เพิ่มอีก รวมจำนวน 1,052 อัตรา โดยผู้สมัครจะต้องมีสัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ นับถึงวันที่สมัคร สำเร็จการศึกษาคุณวุฒิระดับ ปวส. หรือ ปริญญาตรี ไม่จำกัดสาขาวิชาในปี พ.ศ. 2562 – 2563 เท่านั้น

ผู้สมัคร หรือบิดา หรือมารดา จะต้องมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านตามพื้นที่ที่ กฟผ. กำหนด ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี นับถึงวันที่สมัคร

สำหรับพื้นที่ที่กำหนดและจำนวนการรับสมัคร ได้แก่ เขื่อนภูมิพล จ.ตาก จำนวน 90 อัตรา เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ จำนวน 132 อัตรา เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี จำนวน 120 อัตรา เขื่อนวชิราลงกรณ จ.กาญจนบุรี จำนวน 66 อัตรา เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี จำนวน 92 อัตรา เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จำนวน 168 อัตรา เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ จำนวน 70 อัตรา เขื่อนบางลาง จ.ยะลา จำนวน 24 อัตรา เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 110 อัตรา โรงไฟฟ้าจะนะ จ.สงขลา จำนวน 106 อัตรา โรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา จำนวน 24 อัตรา และโรงไฟฟ้าลานกระบือ จ.กำแพงเพชร จำนวน 50 อัตรา ร่วมทำงานเก็บข้อมูลชุมชน สำหรับนำไปเป็นฐานข้อมูล เพื่อใช้ประโยชน์ต่อการวางแผน การดำเนินงานส่งเสริมกิจการชุมชนได้ตรงตามความต้องการและศักยภาพของชุมชนมากที่สุด อันมีส่วนช่วยสร้างความแข็งแกร่ง และสร้างรายได้ให้แต่ละชุมชนอย่างยั่งยืน

โดย​ กฟผ. จะเปิดรับสมัครออนไลน์ ระหว่างวันที่ 15 – 24 กุมภาพันธ์ 2564 ระยะเวลาการจ้างงาน 12 เดือน ตั้งแต่เริ่มต้นสัญญาจ้าง จนถึงระยะเวลาสิ้นสุดโครงการ ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูข้อมูลและรายละเอียดเกณฑ์การรับสมัครเพิ่มเติม พร้อมสมัครออนไลน์ได้ทางเว็บไซต์ www.egat.co.th/newjobber หรือแสกน QR Code ด้านล่าง หากมีข้อสงสัย ต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อโครงการพลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชน โทร. 0 2436 5341 หรือ 0 2436 4715 ในวันและเวลาราชการ

โดยก่อนหน้านี้ กฟผ. ประเดิมเปิดรับสมัครนักศึกษาจบใหม่ วุฒิ ปวส. – ปริญญาตรี จำนวน 134 อัตรา ที่โรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง ไปเมื่อเดือนธันวาคม 2563 ภายใต้ “โครงการพลังงานร่วมใจ สร้างงาน พัฒนาชุมชน” ตามนโยบายรัฐบาล และกระทรวงพลังงาน ซึ่งผู้ที่ได้รับการคัดเลือกได้เริ่มงานแล้วตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา

ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่ ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ

เชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการมากว่า 25 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมาโดยตลอด เนื่องจากความเชื่อมั่นในผลการทดสอบการประหยัดไฟฟ้า จนกลายเป็นความนิยมและเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่จะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นตัวเลือกแรกๆ

ล่าสุด กฟผ. ได้จัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 ให้สูงขึ้นกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม โดยปรับให้เป็น “ฉลาก ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว” โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนา ประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า และให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายกว่าเดิม

โดยฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 รูปแบบใหม่ แบ่งเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่

  • เบอร์ 5
  • เบอร์ 5 ★
  • เบอร์ 5 ★★ และ
  • เบอร์ 5 ★★★

ซึ่งยิ่งมีจำนวนดาวมาก ยิ่งแสดงถึงการประหยัดไฟที่มากขึ้น โดยแต่ละระดับสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 – 10

เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่นี้ ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

หน้าตาของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ มีข้อแตกต่างจากกฉลากเก่า ที่สำคัญๆ คือ ฉลากใหม่จะเพิ่มความชัดเจนของค่าไฟฟ้า และจะแสดงระดับประสิทธิภาพของค่าพลังงาน 4 ระดับ คือ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★ รวมถึงเพิ่มที่อยู่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมฉลากประหยัดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ได้ที่ http://labelno.5.egat.co.th ซึ่งจะมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. และมีรายละเอียดของฉลากแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความถูกต้องของฉลากได้ด้วยตนเอง

ต่อไปนี้ หากจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่าลืมมองหาฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ สังเกตง่ายๆ คือ ฉลากที่มี “ดาว” ★ ปรากฏบนฉลาก ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ !!!

ประเมินถึงปี2573 อีอีซีเกิดการจ้างงานกว่า1ล้านตำแหน่ง

เลขาฯ อีอีซี ระบุ ตำแหน่งงานรอคนไทยและต่างชาติกว่า 1ล้านตำแหน่ง หากการลงทุน 10อุตสาหกรรมเป้าหมายในอีอีซีเป็นไปตามแผน ในปี2573

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือเลขาฯบอร์ดอีอีซี แถลงผลการประชุมคณะกรรมการอีอีซี  ที่มีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เมื่อวันที่ 15ก.พ.2562 ว่า ที่ประชุมได้ติดตามความก้าวหน้าแผนการพัฒนาบุคลากร และความก้าวหน้าของการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อมและผังเมือง โดยในด้านบุคลากรนั้น ทางสำนักงานอีซีซี ประเมิน ว่า ในปี 2573 หากการลงทุนใน10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย เป็นไปตามแผน จะทำให้มีความต้องการตำแหน่งงาน รวมประมาณ 1,000,000 ตำแหน่ง   ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประสานการทำงานร่วมกันในการพัฒนาบุคลากร เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน(บีโอไอ) กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสำนักงานอีซีซี โดยให้นำเสนอแผนงานอีกครั้งในการประชุมครั้งต่อไป

ทั้งนี้ในการพัฒนาบุคลากร จะเป็นการร่วมมือและแบ่งงานกันทำของกระทรวงสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งในปี ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ทำงานร่วมกันในการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ตามแผนปฏิบัติความร่วมมือพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อยกระดับการศึกษาที่คณะกรรมการอีอีซีได้อนุมัติไปเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2560

โดยในส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการ ทำหน้าที่ดูแลนักเรียน นักศึกษา ในระบบให้เป็น บุคลากร 4.0 ที่มีความรู้ทำงานได้จริง มีรายได้ดี ด้วยทักษะภาษา เทคโนโลยี ความรู้อุตสาหกรรมใหม่ และมีความสามารถในการสร้างนวัตกรรม  อาทิ การปรับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษาสู่ “อาชีวะพรีเมียม” โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น และเยอรมัน ให้ได้รับทวิวุฒิ (Dual Degree) คือวุฒิการศึกษาจากประเทศไทยและวิทยาลัยที่จับคู่ความร่วมมือกัน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดหลักสูตรนำร่อง 6 สาขาวิชาแล้ว ได้แก่ สาขาระบบขนส่งทางราง ระบบเมคคาทรอนิกส์ และหุ่นยนต์ สาขาช่างอากาศยาน สาขาหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม สาขาโลจิสติกส์ และสาขาเกษตรสมัยใหม่ (Smart Farming)

การจัดการศึกษาหลักสูตร Business and Technology Education Council (BTEC) ของ Pearson Education Limited แห่งสหราชอาณาจักร เริ่มปี 2562 ใน 4 สถาบัน ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น และวิทยาลัยเทคโนโลยีจิตรลดา เตรียมคัดเลือกบุคลากรเพื่อเป็น “Master Trainers” เข้ารับการฝึกอบรมจาก BTEC จำนวน 1,000 คน ทำหน้าที่เป็น “ครูแม่ไก่” ในอนาคต

จัดเตรียมเสนอโครงการตามแผนงานบูรณาการขับเคลื่อนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 16 โครงการ งบประมาณ 725 ล้านบาท เป้าหมายเพื่อ ผลิต พัฒนา ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา บุคลากร และผู้ประกอบการรองรับ EEC อย่างน้อยประมาณ 26,043 คน

ทางด้านกระทรวงแรงงานจะรับผิดชอบการฝึกอบรมฝีมือแรงงานตามความต้องการของเอกชน โดยเน้นคนที่จบการศึกษาและที่ทำงานแล้ว  ให้มาสร้างความสามารถตรงกับความต้องการของตลาด โดยจัดตั้งศูนย์บริหารแรงงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Labour Administration Centre) ที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี ซึ่งเปิดอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่  17 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา,  จัดทำแผนการขับเคลื่อนศูนย์บริหารแรงงานเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC Labour  Administration Centre) โดยร่วมกับหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา, จัดทำฐานข้อมูลความต้องการแรงงาน จัดหาแรงงานให้ตรงกับความสามารถ การพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมทั้งอำนวยความสะดวกให้แก่ นายจ้างและนักลงทุนด้าน VISA และ Work Permit ในพื้นที่ EEC โดยกำหนดมาตรการขับเคลื่อนระยะปีแรก จัดหาแรงงานที่ขาดแคลนในพื้นที่ EEC จำนวน 14,767 อัตรา ให้กับสถานประกอบกิจการ  1,011 แห่ง  ได้เริ่มดำเนินการแล้ว ระยะปานกลาง สำรวจความต้องการแรงงาน จัดระบบฐานข้อมูล ปรับเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาคนของประเทศทั้งระบบ ตั้งแต่กระบวนการคิด การเรียนการสอน การฝึกอบรม ไปจนถึงการทำงานที่ตอบโจทย์ความต้องการของแรงงาน

สำหรับสำนักงานอีอีซี จะทำหน้าที่ประสานงานกับหน่วยงานหลักและทำโครงการต้นแบบพร้อมขยายผล ได้แก่ ขยาย “สัตหีบโมเดล” เป็นโครงการของ EEC โดยขยายสู่วิทยาลัยอาชีวะ 12 แห่ง รับนักศึกษาปีนี้ทั้งสิ้น  932 คน โดยผู้เข้าเรียนไม่มีค่าใช้จ่าย และยังได้เบี้ยเลี้ยง, จัดทำ short course training ที่ปรับคนที่จบมาแล้ว ให้มีงานที่ดี โดยร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยบูรพา และกลุ่มสถาบันต่าง ๆ, ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยบูรพา และ Mitsubishi Factory Automation จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือ EEC – Mitsu – BUU Automation Centre เพื่อเตรียมการพัฒนาศูนย์เรียนรู้อัตโนมัติที่ใหญ่ และทันสมัยที่สุดในประเทศไทย

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแผนสิ่งแวดล้อมฯ ในพื้นที่ อีอีซี ที่ประชุมรับทราบหลักการแผนสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ. 2561 – 2564 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นำเสนอ รวม 86 โครงการ วงเงินรวมทั้งสิ้น 13,572 ล้านบาท โดยใช้งบประมาณ 9,299 ล้านบาท และการร่วมลงทุนรัฐและเอกชน หรือ PPP 4,274 ล้านบาท แยกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่  จัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ดี27 โครงการ, ส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเมือง และชุมชนอย่างน่าอยู่14 โครงการ, ส่งเสริมการมีส่วนร่วมและสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม 8 โครงการและ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ อย่างมีประสิทธิภาพ37 โครงการ ทั้งนี้ เพื่อให้การดำเนินการทันที ที่ประชุมจึงให้ความสำคัญกับโครงการเร่งด่วน (Flagship Project) 14 โครงการ งบประมาณ 4,342 ล้านบาท และรัฐร่วมทุนเอกชน PPP 4,273 ล้านบาท แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้  กลุ่มที่ 1 การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เร่งการจัดการมลพิษที่เป็นปัญหาสะสมในพื้นที่ ทั้งขยะและน้ำเสีย โดยเน้นจัดหาและเพิ่มประสิทธิภาพระบบ ให้มีศักยภาพในการรองรับมากขึ้น

กลุ่มที่ 2 เตรียมการรองรับสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม และการฟื้นคืนทรัพยากรธรรมชาติในอนาคต โดยเร่งการศึกษาประเมินผลคุณภาพสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากล เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น รวมทั้งจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการฟื้นฟูการท่องเที่ยว เพื่อเป็นฐานการพัฒนาประเทศต่อไป

ปตท. เปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้าชุมชนในโครงการ ”ตลาดไทยเด็ด”

PTTOR จับมือ กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำผลิตภัณฑ์ชุมชนเข้าจำหน่ายภายในร้านขายของฝาก ในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ทั่วประเทศ ภายใต้โครงการ “ตลาดไทยเด็ด” ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง คาดขยายโครงการครบ 100 แห่ง ในสิ้นปีนี้

นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้ร่วมมือกับ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME D Bank) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) และสมาคมการค้าผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จัดหาสถานที่ตามเส้นทางท่องเที่ยวในจังหวัดต่างๆ เพื่อเป็นจุดจำหน่ายสินค้าเด่นของชุมชน

เบื้องต้น ได้จัดมุมจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนภายในร้านขายของฝากของผู้แทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ภายใต้โครงการ “ตลาดไทยเด็ด” ซึ่งเปิดโครงการแห่งแรกไปแล้วที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก.สยามด่านขุนทด จ.นครราชสีมา เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา และล่าสุด ได้ร่วมกันจัดงาน “ไทยเด็ด แมชชิ่งเดย์” (THAI DET Matching Day) ครั้งที่ 2 ที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station หจก.โค้งวิไลไทยเสรี อ.คลองขลุง จ.กำแพงเพชร เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวแทนจำหน่ายสถานีบริการน้ำมัน PTT Station จำนวน 37 แห่ง ได้เจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน 35 ราย เพื่อคัดสรรสินค้าเข้าจำหน่าย ณ จุดจำหน่ายสินค้า

ทั้งนี้ ปัจจุบัน มีสถานีบริการน้ำมัน PTT Station เข้าร่วมโครงการ “ตลาดไทยเด็ด” แล้ว 74 แห่ง ประกอบด้วย ภาคเหนือ 51 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 15 แห่ง ภาคตะวันออก 6 แห่ง ภาคใต้ 1 แห่ง และภาคกลาง 1 แห่ง คาดว่าภายในปี 2562 จะสามารถขยายโครงการได้ครบ 100 แห่ง ทั่วประเทศ มั่นใจว่าจะช่วยเพิ่มช่องทางการตลาดและกระจายสินค้า เพิ่มรายได้ให้คนในท้องถิ่น และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็ง

ปตท.สผ. ทุ่ม 64 ล้านเหรียญฯ ซื้อหุ้น’อพิโก’ ขยายลงทุนในแหล่งก๊าซสินภูฮ่อม

ปตท.สผ. ทุ่มงบประมาณ 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซื้อหุ้นใน ’อพิโก แอลแอลซี’ เพื่อขยายการลงทุนในโครงการสินภูฮ่อม หวังเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศ คาดว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2562

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี จำกัด (PTTEP SP Limited) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายเพื่อเข้าซื้อสัดส่วนการถือหุ้น 33.8% ในบริษัท อพิโก แอลแอลซี (APICO LLC) จากบริษัท เทเท็ก ไทยแลนด์ แอลแอลซี (Tatex Thailand LLC) และบริษัท เทเท็ก ไทยแลนด์ ทู แอลแอลซี (Tatex Thailand II LLC) ด้วยมูลค่ารวมประมาณ 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา และคาดว่าการซื้อขายจะเสร็จสิ้นภายในครึ่งแรกของปี 2562

ทั้งนี้ อพิโก แอลแอลซี มีสัดส่วนการลงทุน 35% ในแปลงอียู1 และอี5เอ็น หรือโครงการสินภูฮ่อม และมีสัดส่วนการลงทุน 100% ในแปลงแอล 15/43 และแปลงแอล 27/43  ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย

“การเข้าซื้อดังกล่าว เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์การเติบโตของ ปตท.สผ. ที่เน้นขยายการลงทุนในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่ง ปตท.สผ. มีความเชี่ยวชาญ โดยจะสามารถเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียม และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนกับบริษัท รวมทั้งเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศในอนาคตอีกด้วย”นายพงศธร กล่าว

ปัจจุบัน ปตท.สผ. ถือหุ้นสัดส่วน 55% ของโครงการสินภูฮ่อมและเป็นผู้ดำเนินการ ภายหลังการเข้าซื้อหุ้นครั้งนี้ ปตท.สผ. จะมีสัดส่วนการลงทุนรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมในโครงการดังกล่าว เพิ่มขึ้นเป็น 66.8%

สำหรับโครงการสินภูฮ่อม เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบนบกส่งไฟฟ้ามายังโรงไฟฟ้าขอนแก่น และป้อน NGV ให้แก่ภาคตะวันนออกเฉียงเหนือ โดยในปี 2561 มีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ย 79 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หรือประมาณ 12,927 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน และมีปริมาณการขายคอนเดนเสท ประมาณ 246 บาร์เรลต่อวัน