Home Blog Page 48

บอร์ดGCอนุมัติตั้ง Kuraray GC Advanced Materials ส่วนบอร์ดปตท.หนุนGPSCซื้อหุ้นGLOW

บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชนหรือ GC ได้รายงานต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เมื่อวันที่ 19 มิ.. 2561 ว่า ในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 18 มิ.. 2561 มีมติอนุมัติให้ร่วมจัดตั้งบริษัท Kuraray GC Advanced Materials Co.,Ltd. ซึ่งมีสถานะเป็นบริษัทร่วมทุนเพื่อเตรียมการร่วมลงทุนในธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ โดยมีแผนที่จะดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง High-Heat Resistant Polyamide -9T (PA9T) และ Hydrogenated Styrenic Block Co-Polymer (HSBC) ซึ่งบริษัทฯจะเข้าถือหุ้น 33.4% ร่วมกับบริษัท Kuraray Co.,Ltd (KRR) ซึ่งจะเข้าถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 53.3% และบริษัท Sumitomo Corporation(SC) ซึ่งจะถือหุ้นผ่านบริษัทในเครือ 13.3% และจะมีทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 10 ล้านบาท โดยบริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะทยอยเพิ่มทุนจดทะเบียนตามแผนการใช้เงินของโครงการลงทุน ทั้งนี้หากมีความคืบหน้าของโครงการลงทุนบริษัทฯจะแจ้งให้ทราบต่อไป

โดย PA9T มีคุณสมบัติโดดเด่นทั้งด้านความร้อนและเชิงกล (thermal and mechanical properties) มีความทนทานต่อสารเคมี และความสามารถในการขึ้นรูปที่คงตัว ซึ่งเหมาะสำหรับขึ้นรูปชิ้นงานที่มีความละเอียดซับซ้อน และเหมาะในการแทนที่โลหะเพื่อผลิตรถให้มีน้ำหนักน้อยลงและประหยัดพลังงานเชื้อเพลิง

ทางด้านบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ได้แจ้งต่อ ตลทเมื่อวันที่ 18 มิ.. 2561 เกี่ยวกับมติที่ประชุมคณะกรรมการ(บอร์ด)บริษัท ปตท.ฯ ที่จะสนับสนุนบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด(มหาชนหรือ GPSC ในการเข้าทำธุรกรรมการได้มาซึ่งหุ้นในบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชน)ว่า เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับสารสนทเศอย่างเท่าเทียมกัน บริษัท ปตท.ฯ (ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่รายหนึ่งของ GPSC) ขอแจ้งให้ทราบว่า

อย่างไรก็ตาม ปตท.เข้าใจว่า GPSC อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ GLOW ซึ่ง ณ ปัจจุบันยังไม่มีข้อยุติ และอยู่ในระหว่างการขออนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการของ GPSC เพื่อการเข้าทำธุรกรรมการได้มา ในระหว่างนี้ ปตท.ขอให้ผู้ลงทุนใช้วิจารณญาณในการใช้ข้อมูลตามข่าวที่เผยแพร่ตามสื่อต่างๆ และแนะนำให้รอการเปิดเผยข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนที่เกี่ยวข้องภายหลังจากที่มีความคืบหน้าที่ชัดเจนแล้ว

“เศรษฐพัฒน์-เอราวัณ” โรงเรียนฝึกฝน สร้างคนพลังงาน

36 ปี เอราวัณ : ตอนที่ 2

__________________________________________________________________________________________________

“เศรษฐพัฒน์-เอราวัณ” โรงเรียนฝึกฝน สร้างคนพลังงาน

ในตอนแรกที่เราพูดถึงการค้นพบและสามารถนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย ขึ้นมาใช้ประโยชน์เป็นครั้งแรกที่ “แหล่งเอราวัณ” เมื่อกว่า 36 ปีที่แล้ว นับเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่นำพาประเทศไทยสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล และมีความมั่นคงทางพลังงานซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

ความท้าทายมากที่สุดประการหนึ่งในยุคบุกเบิกของอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียม คือการพัฒนาบุคลากรชาวไทยให้มีทักษะความรู้ความสามารถเพื่อลงไปปฏิบัติงาน ณ แหล่งผลิตเอราวัณกลางอ่าวไทย เนื่องจากงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล หรืองาน offshore operations ในสมัยนั้นเป็นของใหม่มากสำหรับประเทศไทย และมีคนไทยน้อยคนที่มีความเชี่ยวชาญหรือจบการศึกษาในสาขานี้มาโดยตรง การปฏิบัติงานในช่วงแรกจึงต้องพึ่งพาพนักงานชาวต่างชาติเกือบทั้งหมด

ผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณสมัยนั้น ซึ่งปัจจุบันคือ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ได้ตระหนักถึงข้อจำกัดสำคัญนี้ จึงมีแนวคิดในพัฒนาบุคลากรชาวไทยให้มีทักษะและความรู้ความสามารถทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อลงไปปฏิบัติภารกิจจัดหาพลังงานในอ่าวไทย จึงเป็นที่มาของการก่อตั้งศูนย์ฝึกอบรมด้านเทคนิคปิโตรเลียมขึ้นที่ จ.สงขลา โดยปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในนาม “ศูนย์เศรษฐพัฒน์”

นามพระราชทาน

ปัจจุบัน ศูนย์เศรษฐพัฒน์มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค นอกจากนี้ ศูนย์เศรษฐพัฒน์ยังได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันฝึกอบรมปิโตรเลียมนอกชายฝั่งของสหราชอาณาจักร (United Kingdom) คือ OPITO (Offshore Petroleum Industry Training Organization) ได้รับการรับรองการฝึกอบรมหลักสูตรความปลอดภัยทางน้ำจากกรมเจ้าท่า ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย และได้ขึ้นทะเบียนเป็นโรงเรียนฝึกผจญเพลิง และการทำงานในพื้นที่อับอากาศ จากกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานอีกด้วย โดยศูนย์แห่งนี้ได้ฝึกอบรมบุคลากรให้กับอุตสาหกรรมปิโตรเลียมไปแล้วเกือบ 400,000 คน (ข้อมูลถึงปี 2560)

สานต่อภารกิจ “สร้างคน” เพื่ออนาคตพลังงานไทย

ความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจจากความมุ่งมั่นและพยายามในการพัฒนาคนไทยให้มีความสามารถทัดเทียมกับบุคลากรชาวต่างชาตินั้น เห็นได้จากการที่พนักงานคนไทยได้เริ่มก้าวขึ้นสู่การทำงานในตำแหน่งสำคัญต่างๆ บนแท่นผลิตอย่างต่อเนื่อง จนถึงปัจจุบันพนักงานที่ปฏิบัติงานบนแท่นผลิตในอ่าวไทยของเชฟรอน เป็นพนักงานคนไทยทั้งหมดร้อยเปอร์เซนต์

หาก ‘เอราวัณ’ คือโรงเรียนกลางอ่าวไทยที่สร้างคนผ่านประสบการณ์การเรียนรู้และแก้ปัญหาจากการลงมือทำงานจริง ‘เศรษฐพัฒน์’ ก็คือโรงเรียนบนฝั่งที่ฝึกฝนเตรียมความพร้อมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเสมือนจริง ให้ผู้เข้าฝึกอบรมได้มีความพร้อมมากที่สุด ก่อนการลงไปปฏิบัติงานกลางอ่าวไทย

….บุคลากรที่ได้รับการเคี่ยวกรำทั้งจากศูนย์เศรษฐพัฒน์และเอราวัณรุ่นแล้ว รุ่นเล่า ได้เติบโตเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมของประเทศให้ประสบความสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้  เราเชื่อแน่ว่าโรงเรียนทั้งสองแห่งนี้ จะยังคงทำหน้าที่เป็นฟันเฟืองหลักสำคัญต่อไปในการสร้างบุคลากรที่มีความสามารถ มาช่วยในการขับเคลื่อนการพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเลียมของประเทศให้ก้าวเดินต่อไป ดังที่ได้ทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งมาแล้วเกือบ 4 ทศวรรษ…

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

เชฟรอนชวนเมกเกอร์เยาวชนคนรุ่นใหม่ประกวดสิ่งประดิษฐ์ โครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 3

เชฟรอนชวนเมกเกอร์รุ่นใหม่ระดับนักเรียน-นักศึกษา ทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ภายใต้หัวข้อ Green Innovation นวัตกรรมโลกสีเขียว ชิงรางวัลและทริปเอ็กซ์คลูซีฟสู่งาน Maker Faire ระดับโลก ณ สหรัฐอเมริกา  

โครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต นำโดย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด จับมือพันธมิตรหลัก กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ ร่วมด้วยสถาบันคีนันแห่งเอเซีย จัดโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 3” เชิญชวน ‘เมกเกอร์’ หรือนักสร้างสรรค์นวัตกรรมรุ่นใหม่ ระดับนักเรียน-นักศึกษาทั้งสายสามัญและอาชีวศึกษา ร่วมประกวดสิ่งประดิษฐ์ในหัวข้อ “Green Innovation นวัตกรรมโลกสีเขียว” ที่เป็นประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม คุณภาพชีวิตของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนในสังคมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยเน้นความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดมลพิษได้ หรือไม่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ช่วยให้ประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชิงรางวัลใหญ่ทริป ร่วมงาน Maker Faire Bay Area มหกรรมแสดงสิ่งประดิษฐ์ของเหล่าเมกเกอร์ทั่วโลก ณ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา และรางวัลอื่นๆ รวมมูลค่ากว่า 1.2 ล้านบาท

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “ในขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาไปสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือ ยุคที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม การส่งเสริมให้เยาวชนหันมาสนใจศึกษาในสาขาสะเต็มและปลูกฝังพวกเขา รวมทั้ง สร้างทัศนคติเชิงบวกในการเรียนรู้สาขาสะเต็มผ่านโครงการ Enjoy Science: Young Makers Contest ที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการพัฒนาบุคลากรในอนาคตของประเทศ โดยเชฟรอนมีเจตนารมย์และความมุ่งมั่นในการส่งเสริมทางด้านนี้มาอย่างต่อเนื่อง เพราะเรามองว่า การที่เราปลูกฝังเยาวชนให้มีใจรักในสาขาสะเต็มผ่านกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นนั้น ถือเป็นการเพาะต้นกล้าให้โตมาเป็นต้นไม้ที่สมบูรณ์ พร้อมเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต”

“ตอนนี้เราปฏิเสธไม่ได้ว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาระดับมหภาคของประเทศไทย ตามรายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อมฉบับล่าสุด  พ.ศ. 2559 พบว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งด้านมลพิษและการใช้ทรัพยากรต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น จำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงอัตราการเพิ่มขึ้นของประชากร การย้ายถิ่น ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม การพัฒนาการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางที่ส่งผลกระทบเชิงบวกต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงเป็นที่มาของหัวข้อการประกวดในปีนี้คือ ‘Green Innovation นวัตกรรมโลกสีเขียว’ ที่จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในกลุ่มเยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งให้อิสระเมกเกอร์ในการตีความและสร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์ที่ส่งผลเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศน์ โดยมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างบรรยากาศแห่งการแบ่งปันความรู้ และก่อให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างสมดุล” นายอาทิตย์ กล่าว

ทีมชนะเลิศสายอาชีวศึกษา โครงการ Young Makers Contest ปี 2 จากผลงานทุ่นเตือนภัยร่องน้ำและแนวปะการัง

นายเตมีย์ เนตรพุกกณะ นักศึกษา ปวส. 2 สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานีและตัวแทนจากทีมชนะเลิศสายอาชีวศึกษา การประกวดโครงการ Young Makers Contest ปี 2 กล่าวว่า “จากการที่ผมได้ไปร่วมงาน Maker Faire Bay Area ณ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ผมรู้สึกตื่นเต้นมากๆ ที่ได้เห็นผลงานที่ถูกรวบรวมมาจากทั่วทุกมุมโลก นั่นเป็นเพราะว่าแต่ละทีมต่างก็ใส่ความคิดสร้างสรรค์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ลงไปในผลงานของตัวเองอย่างเต็มที่ ผลงานเหล่านี้จึงเปรียบเหมือนตัวจุดประกายที่ทำให้ผมอยากจะต่อยอดผลงานและพัฒนาความสามารถของตัวเองเพื่อที่จะได้มีส่วนช่วยในการเปลี่ยนแปลงประเทศของเราไปในทางที่ดียิ่งขึ้น โดยส่วนตัวแล้ว ผมคิดว่าโครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากๆ ก็เลยอยากจะเชิญชวนให้เพื่อนๆ และน้องๆ ที่สนใจมาร่วมโครงการในปีที่ 3 อยากให้ทุกคนกล้าแสดงออกและส่งผลงานเข้ามาประกวดกันเยอะๆ เนื่องจากความรู้และประสบการณ์ที่ได้รับจากโครงการนี้ถือว่าประเมินค่าไม่ได้ ผมรู้สึกว่าทีมของผมสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้และสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ ออกมาได้ไม่จำกัดเลยล่ะครับ”

โครงการ ‘Enjoy Science: Young Makers Contest ปี 3’ แบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท คือ นักเรียน-นักศึกษาสายอาชีพ (ระดับไม่เกินปวส.) และนักเรียน-นักศึกษาสายสามัญ (ระดับไม่เกินปริญญาตรี) ซึ่งผู้ชนะเลิศจะได้รับรางวัลเป็นทุนการศึกษาและโอกาสในการเข้าร่วมงาน Maker Faire Bay Area มหกรรมแสดงสิ่งประดิษฐ์ของเหล่าเมกเกอร์ ณ เมืองซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ในช่วงเดือน มีนาคม – พฤษภาคม 2562 โดยเปิดรับสมัครไอเดียสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมโลกสีเขียว ตั้งแต่วันนี้ – วันที่ 31 กรกฎาคม 2561  ซึ่งผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดใบสมัคร พร้อมดูรายละเอียดและกติกาการเข้าแข่งขัน เพิ่มเติมได้ที่ http://www.bangkokmakerfaire.com/ymc3/ หรือ เพจเฟซบุ๊ก Enjoy Science: Young Makers Contest

เกี่ยวกับโครงการ ”Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต”

โครงการระยะยาว 5 ปี ด้วยงบประมาณรวมกว่า 1,000 ล้านบาท ที่บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ริเริ่มขึ้นในปี 2558 เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับประเทศไทย ผ่านการศึกษาในสาขาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ หรือสะเต็ม (STEM) รวมถึงการศึกษาสายอาชีพหรืออาชีวศึกษาครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ การศึกษา สังคม และเอกชนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สํานักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีสถาบันคีนันแห่งเอเซียเป็นผู้ดูแลโครงการ

บี.กริม พาวเวอร์ ลงนามโครงการโซลาร์ฟาร์มในเวียดนามใหญ่สุดของอาเซียน นายกฯ สองประเทศเป็นสักขีพยาน

นายกรัฐมนตรี ไทย และเวียดนาม ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือระหว่าง บมจ. บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) กับพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อพัฒนาโครงการโซลาร์ฟาร์มในประเทศเวียดนามขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียน

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี (ที่ 4 จากซ้าย)  และ นายเหงียน ซวน ฟุก นายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (ที่ 3 จากซ้าย)  ให้เกียรติร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามความร่วมมือการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 420 เมกะวัตต์ ขนาดกำลังการผลิตใหญ่ที่สุดในอาเซียน โดยมีกำหนดการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในปี 2562 ระหว่าง บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM) และ บริษัท ซวน เคา จำกัด (Xuan Cau Co.,Ltd.) โดยมี ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานคณะกรรมการบริษัท BGRIM (ที่ 5 จากซ้าย) และ นางปรียนาถ สุนทรวาทะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BGRIM และ มร.โต หยุง (Mr.To Dung) ประธานบริษัท ซวน เก่า (ที่ 2 จากซ้าย) และ มร.ด่าว จุง ขัน (Mr.Dao Trong Khanh) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซวน เก่า จำกัดพร้อมด้วย คณะผู้บริหารระดับสูงจากทั้งสองประเทศเข้าร่วมในพิธีดังกล่าว ณ โรงแรมแชงกรี-ลา กรุงเทพมหานคร  เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561

กระทรวงพลังงานตรวจสอบข้อเท็จจริงการรับซื้อไฟฟ้าของ บริษัทโกลว์พลังงาน

กระทรวงพลังงาน ระบุกำลังตรวจสอบข้อเท็จจริงการรับซื้อไฟฟ้าของบริษัท โกลว์พลังงาน จำกัด(มหาชน) หลังมีข่าวโรงไฟฟ้าได้ต่ออายุสัญญา 3 ปี และไม่เป็นตามหลักเกณฑ์ตามมติ กพช. ในขณะที่บริษัท โกลว์ฯ ออกหนังสือชี้แจงว่าข่าวที่ออกมามีความบิดเบือน และเตรียมฟ้องร้องตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป  

นายธรรมยศ ศรีช่วย ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวโรงไฟฟ้า GLOW โครงการ 1 ของ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) ได้รับการต่อสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เป็นเวลา 3 ปี ทั้งที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของมติคณะกรรมการนโยบายแผนพลังงาน (กพช.) ว่า กระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถตอบคำถามใดๆได้ในขณะนี้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่อ่อนไหว

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า การรับซื้อไฟฟ้าของกฟผ.จากบริษัท โกลว์ฯ นั้น เป็นไปตามมติของ กพช.และสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) กล่าวว่า  มติกพช. เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559 มีมติให้ต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) ประเภทพลังงานความร้อนร่วม(Cogeneration)ที่จะหมดอายุในปี 2560-2561 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม และไฟฟ้าส่วนเกินขายให้กับ กฟผ. โดยมติดังกล่าวกำหนดให้ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าในจำนวนไม่เกิน 60เมกะวัตต์  และไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิมในราคา 2.37 บาทต่อหน่วย

ทางด้านบริษัท โกลว์ ฯ ได้ออกหนังสือชี้แจงกรณีที่มีข่าวเกี่ยวกับการซื้อขายไฟฟ้าของบริษัท ในวันที่ 15 มิ.ย. 2561 ว่า ตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ขอให้บริษัทฯ ชี้แจงว่า กรณีกระแสข่าวดังกล่าวเป็นการกล่าวหาและบิดเบือนข้อเท็จจริง บริษัทฯเข้าใจว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวเกี่ยวข้องกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าระยะที่ 2 โครงการ 1 โดยโรงไฟฟ้าของบริษัทฯยังคงจำหน่ายไฟฟ้าให้กับ กฟผ.ตามข้อตกลงและแนวทางตามกฎหมายและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากโครงการนี้เป็น 1 ใน 25 โครงการที่มีรายชื่ออยู่ในเอกสารนำเสนอและได้รับอนุมัติจาก กพช.เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2559

ข้อเท็จจริง คือ กฟผ.และบริษัท มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องวันสิ้นสุดอายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโครงการ ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการพิจารณาของอนุญาโตตุลาการ ซึ่งเป็นไปตามข้อกำหนดในสัญญาซี้อขายไฟฟ้า และหากได้คำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการเป็นอย่างใด บริษัท พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำชี้ขาดอย่างเคร่งครัด ดังเช่นที่บริษัทถือปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัดตลอดมา

นอกจากนี้บริษัทฯกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการทางกฎหมายกับสื่อและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการบิดเบือนข้อมูลที่เผยแพร่ออกสื่อดังกล่าว

คาดโอนทรัพย์สินและบุคลากร PTTOR เสร็จไตรมาส3ปีนี้ ย้ำนโยบายไม่ตั้งราคาน้ำมันสูงกว่าคู่แข่ง

ผู้บริหารปตท.ย้ำแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีก จัดตั้งเป็น PTTOR แล้วเสร็จภายในไตรมาส3ปีนี้ โดยยังคงให้ความร่วมมือกับรัฐบาล และเดินหน้านโยบายไม่ตั้งราคาขายสูงกว่าคู่แข่ง  

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการจัดตั้ง บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด หรือPTTOR และนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่าจะเริ่มทยอยโอนทรัพย์สิน และโอนย้ายบุคลากรได้ภายในเดือนกรกฎาคม และน่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปีนี้  ส่วนการเสนอขายหุ้นให้ประชาชนเป็นครั้งแรก Initial Public Offeringหรือ IPO นั้นจะดำเนินการได้ในปี 2562 โดยจะพยายามกระจายหุ้นไปให้ทั่วถึงมือประชาชนให้มากที่สุด ซึ่งปตท.จะถือหุ้นในPTTOR ต่ำกว่า50% แต่จะไม่น้อยกว่า 45%

ส่วนโลโก้PTTOR ที่จะใช้ในปั๊มน้ำมันที่เป็นโลโก้เปลวเพลิง และตัวอักษร OR นั้นจะเริ่มทะยอยเปลี่ยนหลังการโอนทรัพย์สินแล้ว แต่จะใช้ระยะเวลาหลายปี เนื่องจากปั๊ม ปตท. มีมากกว่า 1,600 แห่ง

โดยนายอรรถพล กล่าวย้ำด้วยว่า ถึงแม้ว่าปตท.จะแยกธุรกิจน้ำมันและค้าปลีกหรือ Non Oil  ออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ และลดสัดส่วนการถือหุ้นของปตท.ลง แต่จะยังคงให้ความร่วมมือกับทุกนโยบายที่มาจากภาครัฐ และการดูแลสังคม โดยจะยังไม่ตั้งราคาขายปลีกน้ำมันที่สูงกว่าบริษัทคู่แข่ง เช่นเดียวกับที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน  ซึ่งในบางช่วงที่ราคาน้ำมันมีความผันผวน และบริษัทน้ำมันคู่แข่งรายอื่นปรับขึ้นราคาไปก่อน ปตท.ก็จะไม่ปรับราคาขึ้นตาม แม้ว่าจะทำให้ค่าการตลาดต่ำลงก็ตาม

สำหรับความคืบหน้าการคัดเลือกพันธมิตรร่วมลงทุนธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel ) ในสถานีบริการน้ำมันปตท. นั้น ยังไม่มีการหารือเรื่องนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด)ในการประชุม วันที่ 15มิ.ย. เนื่องจากมีวาระการพิจารณาเรื่องอื่นๆจำนวนมาก แต่เบื้องต้นคาดว่าเรื่องนี้ จะได้ข้อสรุปในไตรมาส3 ปีนี้เช่นเดียวกัน

ปตท.ลงนามความร่วมมือพัฒนา PTT e-Wallet กับ KBank ตอบรับนโยบายสังคมไร้เงินสด

ปตท. ลงนามความร่วมมือพัฒนา PTT e-Wallet กับ KBank ตอบรับนโยบายสังคมไร้เงินสด เพิ่มความสะดวกสบายและความปลอดภัยในการชำระค่าสินค้าและบริการ ณ สถานีบริการน้ำมันและร้านค้าปลีก ปตท.  ที่จะเริ่มให้บริการในไตรมาส 4 นี้

เมื่อวันที่15 มิ.ย.2561 นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือพัฒนา PTT e-Wallet ระหว่างบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) โดย นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์  ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย และ ธนาคารกสิกรไทย โดย นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ณ  อาคารสำนักงานใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ถ.วิภาวดีรังสิต  เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการชำระเงินของผู้บริโภคด้วย PTT e-Wallet สนองนโยบาย National e-Payment ของรัฐบาล ตามนโยบาย Thailand 4.0

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า นวัตกรรมการเงินในยุคดิจิทัลสะท้อนให้เห็นถึงพฤติกรรมการชำระเงินของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มการใช้เงินสดลดลง ปตท. เป็นบริษัทน้ำมันรายแรกในประเทศ ที่นำเทคโนโลยีด้านการเงินมาพัฒนา PTT e-Wallet ให้สอดคล้องกับธุรกิจค้าปลีกของปตท.ได้แก่ ร้านคาเฟ่ อเมซอน เท็กซัส ชิคเก้น แด๊ดดี้โด ฮั่วเซ่งฮง ติ่มซำ ศูนย์บริการยานยนต์ฟิตออโต้ และร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ ซึ่งผู้บริโภคจะได้รับความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย สามารถตรวจสอบธุรกรรมย้อนหลังได้ นอกจากนี้ผู้บริโภคจะได้ประโยชน์จากการสะสมแต้ม PTT Blue Card การค้นหาร้านค้าที่ใกล้เคียง และโปรโมชั่นจากร้านค้าต่างๆ ให้ผู้บริโภคได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุด โดยจะสามารถใช้งานได้ทั้งในรูปแบบ Application หรือใช้ผ่านรูปแบบบัตรก็ได้  นอกจากนี้ ด้วยจำนวนสาขาของสถานีบริการน้ำมัน และร้านค้า ปตท. ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีและความสะดวกเหล่านี้ได้ง่ายยิ่งขึ้น  อีกทั้งยังเป็นการต่อยอดให้ร้านค้าย่อยและชุมชนได้มีโอกาสใช้เทคโนโลยีเหล่านี้เป็นช่องทางในการเสนอสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภค เพื่อเติบโตร่วมกับ ปตท. อีกด้วย   โดยคาดว่าจะให้บริการระบบ PTT e-Wallet ได้ภายในไตรมาส4 ปีนี้

นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาบริการยุคใหม่ ธนาคารกสิกรไทย ได้นำความเชี่ยวชาญจากการพัฒนาแอปพลิเคชัน K PLUS ซึ่งเป็นแอปที่มีลูกค้าไว้วางใจและใช้บริการมากถึง 8.4 ล้านราย มาเป็นแนวทางในการวางโครงสร้างการพัฒนาแอปพลิเคชัน PTT e-Wallet ใน 2 ด้าน ดังนี้

1. ออกแบบประสบการณ์การใช้งาน โดยมีโจทย์ตั้งต้นจาก ปตท. ที่มีความเข้าใจในลูกค้าเป็นอย่างดี เพื่อให้แอป PTT e-Wallet ใช้งานง่าย และ ปลอดภัย ช่วยให้ลูกค้าของ ปตท. สามารถเข้าถึงบริการต่าง ๆ ของ ปตท. ได้อย่างครบถ้วน

2. ออกแบบโครงสร้างวอลเล็ต ที่ตอบโจทย์ความต้องการของ ปตท. ได้แก่ เชื่อมต่อเทคโนโลยีกับแอป K PLUS ช่วยให้ลูกค้าที่ใช้แอป K PLUS สามารถสมัครใช้งาน PTT e-Wallet ได้ง่าย ๆ ด้วยการยืนยันตัวตน (KYC) และสามารถโอนเงินเข้าวอลเล็ตได้ทันที สร้างระบบการเก็บข้อมูลแบบเดียวกับแอป K PLUS ช่วยรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมาก ภายใต้ความปลอดภัยระดับโลก และออกแบบระบบให้API สามารถเชื่อมต่อกับพันธมิตรอื่นๆ เพิ่มโอกาสในการสร้างสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ รวมถึงการเปิดโอกาสให้ร้านค้าอื่น ๆ ภายในสถานีบริการ รวมถึงชุมชนมีส่วนร่วมในการนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายและชำระค่าสินค้าผ่านวอลเล็ตได้ในอนาคต

นายปรีดี กล่าวเสริมว่า ด้วยการออกแบบ PTT e-Wallet ตามแนวทางดังกล่าว นอกจากจะตอบสนองการใช้งานของลูกค้าให้ได้รับประสบการณ์ที่ดีแล้ว จะสามารถตอบโจทย์ธุรกิจของ ปตท. ในการยกระดับการให้บริการลูกค้า ด้วยการนำฐานข้อมูลการใช้งานวอลเล็ตไปใช้ในการออกแบบแคมเปญที่ถูกใจตามไลฟ์สไตล์ของลูกค้าแบบรายบุคคลได้ และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ตลอดจนลดต้นทุนในการบริหารจัดการข้อมูลให้กับ ปตท. อีกด้วย

รอบรู้ปิโตรเลียม : รู้จักระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC

คอลัมน์ รอบรู้ปิโตรเลียม

By Mr. Fact  

________________________________________________________________________________________________________________

 

รู้จักระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC

การเปิดประมูลแหล่งก๊าซธรรมชาติแปลง G1/61 (แหล่งเอราวัณ) และแปลง G2/61 (แหล่งบงกช) ถือเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้นำระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือ ระบบ PSC มาใช้ แทนระบบสัมปทานที่ใช้มากว่า 40 ปี

เหตุผลที่ต้องนำระบบ PSC มาใช้ เนื่องจากเมื่อสิ้นอายุสัมปทานในปี 2565 กฎหมายไม่อนุญาตให้ต่อสัมปทานรายเดิมได้อีก แต่ยังมีความจำเป็นต้องผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากทรัพยากรที่ยังมีเหลืออยู่

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะรับโอนทรัพย์สินจากทั้ง 2 แหล่ง มาบริหารจัดการร่วมกับผู้รับสัญญารายใหม่ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศสูงสุด ขณะที่ในระบบสัมปทานไม่ได้กำหนดให้รัฐและผู้รับสัมปทานต้องบริหารความเสี่ยงร่วมกัน

ดังนั้น ระบบ PSC จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติทั้ง 2 แหล่ง

ในด้านการบริหารจัดการ ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิตนั้น ภาครัฐจะมีส่วนร่วมในการอนุมัติแผนงาน งบลงทุน ตลอดจนการดำเนินงานต่างๆ ร่วมกับผู้ได้รับสัญญา ซึ่งข้อดีคือภาครัฐสามารถเข้าไปกำกับดูแลเรื่องการลงทุนได้ชัดเจน

สำหรับผลประโยชน์ตอบแทนที่ประเทศและประชาชนจะได้รับจากระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต นั้นจะครอบคลุมทั้งด้านความมั่นคงทางด้านพลังงาน รายได้รัฐ และชีวิตความเป็นอยู่ประชาชน อาทิ การมีก๊าซธรรมชาติจากแหล่งพลังงานในประเทศใช้อย่างต่อเนื่องในราคาที่เหมาะสม ราคาไฟฟ้าไม่แพงจนเกินไป และเกิดการสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทยทั้งในอุตสาหกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมโดยตรง และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง

ส่วนเรื่องรายได้นั้น ภาครัฐจะได้รับค่าภาคหลวง 10% ของผลผลิตรวมของปิโตรเลียม ส่วนแบ่งปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไร ไม่น้อยกว่า 50% และภาษีเงินได้ปิโตรเลียม 20% ของกำไรสุทธิ

ติดตามชมคลิปวิดีโอได้จากลิงก์นี้  https://www.facebook.com/energynewscenter/videos/2103941079822388/

 

#พลังงานมีวันหมดต้องรู้รักษ์รู้ใช้รู้คุณค่า #กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ