Home Blog Page 47

“ไมโครกริด” บ้านผาด่าน ตอบโจทย์ ความมั่นคงพลังงานชุมชน

“ไมโครกริด” บ้านผาด่าน ตอบโจทย์ ความมั่นคงพลังงานชุมชน

ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากการขาดโอกาสพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ภูเขา พื้นที่ป่าสงวน และพื้นที่เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า เนื่องจากระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานโดยเฉพาะไฟฟ้าไม่สามารถส่งไปถึงด้วยข้อจำกัดด้านพื้นที่และกฎระเบียบต่างๆ กำลังจะคลี่คลายให้หมดไป หลังจากภาครัฐได้เริ่มทดลองนำ “ไมโครกริด” (Micro Grid) เข้าไปช่วยตอบโจทย์ การผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาระบบสายส่งจำหน่ายจากการไฟฟ้า ซึ่งสามารถช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) หรือ SDGs ในข้อที่ ว่า พลังงานสะอาดที่ทุกคนเข้าถึงได้

“ไมโครกริด” คือ ระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ที่มีการรวมระบบผลิตไฟฟ้า ส่งจ่ายไฟฟ้า และควบคุมสั่งการเข้าไว้ด้วยกัน สามารถทำงานประสานเชื่อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าหลัก หรือโครงข่ายอื่นๆ และยังทำงานแยกตัวเป็นอิสระได้ แหล่งผลิตไฟฟ้าภายในระบบไมโครกริดสามารถเป็นได้ทั้งโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน หรือพลังงานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่พลังงานหมุนเวียน

สำหรับประเทศไทย ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) ได้เริ่มศึกษาโครงการระบบไมโครกริด ที่เกาะกูด เกาะหมาก จ.ตราด และที่ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามและประเมินผล

และล่าสุด เมื่อปี 2560 สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) โดย กองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ได้สนับสนุนงบประมาณราว 90 ล้านบาท ให้กับสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืน (สพย.) เพื่อดำเนินโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนทุรกันดาร ขยายผลตามแนวพระราชดำริเศรษฐกิจพอเพียง นำร่องติดตั้งระบบต้นแบบไมโครกริด และวางระบบสายส่งไฟฟ้าชุมชนตามศักยภาพการใช้งานในแต่ละพื้นที่ โดยเริ่มดำเนินการใน 3 ชุมชน อ.แม่ทา จ.ลำพูน คือ ชุมชนบ้านผาด่าน ชุมชนบ้านแม่สะแง๊ะ และชุมชนบ้านปงผาง  ซึ่งเป็นชุมชนที่ขาดแคลนระบบไฟฟ้าและประปา

นายดำรงค์ จินะกาศ นายกเทศมนตรีตำบลทากาศเหนือ อ.แม่ทา จ.ลำพูน กล่าวว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านต้องจุดเทียนและจุดตะเกียงเพื่อให้แสงสว่างยามค่ำคืน การสัญจรค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีไฟถนน แต่โครงการฯนี้ ช่วยให้ชาวชุมชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการทอผ้าในช่วงกลางคืน จากเดิมที่ทอผ้าได้ในช่วงเวลากลางวันเท่านั้น

นายสุชัจจ์ ศรีแก้ว นายกสมาคมพลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยื่น กล่าวว่า ระบบไมโครกริดจะมีความยั่งยืนนั้นควรเป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐ และเอกชน แล้วให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม โดยผ่านการทำประชาคมร่วมกันในแต่ละพื้นที่

ระบบไมโครกริด ในอนาคตจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้น เพราะสนพ.อยู่ระหว่างการศึกษารูปแบบการลงทุนระบบไมโครกริด ที่เหมาะสมกับประเทศไทย ซึ่งจะเปิดกว้างในหลายรูปแบบทั้งภาครัฐเป็นผู้ลงทุนเอง เอกชนเป็นผู้ลงทุน หรือรัฐลงทุนร่วมกับภาคเอกชน รวมไปถึงการให้ชาวบ้านพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการด้วย และจะกลายเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี 2018) ที่เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าชุมชน   

เผย5เขื่อน กฟผ.ทำโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำได้ แต่อีก6 เขื่อนยังติดปัญหาเรื่องพื้นที่

เผยโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ใน11เขื่อนของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)ที่มีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ1,000 เมกะวัตต์ จะมีเพียง 5เขื่อน ประกอบด้วยเขื่อนทุ่งนา  สิรินธร  สิริกิติ์ วชิราลงกรณ์  และศรีนครินทร์  กำลังการผลิตรวม 435 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่ไม่มีปัญหาในเรื่องพื้นที่

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึง โครงการ แผนลงทุนโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำขนาดใหญ่ (โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) ของกฟผ. จำนวน 11 เขื่อนที่มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าได้ถึง  1,000 เมกะวัตต์   ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.)รับทราบ ในการประชุมไปเมื่อวันที่ 8มิ.ย. ที่ผ่านมา ว่า  จะมีจำนวนเพียง 5เขื่อน กำลังการผลิตรวม 435 เมกะวัตต์เท่านั้น ที่กฟผ.จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาในเรื่องของพื้นที่ ประกอบด้วย 1. เขื่อนทุ่งนา  จ.กาญจนบุรี จำนวน 4 เมกะวัตต์ โดย การผลิต 0.5 เมกะวัตต์ จะเป็นโครงการความร่วมมือระหว่าง กฟผ. กับบริษัท SCG เคมิคอลส์ (EGAT-SCG Collaboration Project)

2.เขื่อนสิรินธร  จ. อุบลราชธานี กำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ โดยจะเป็นการต่อยอดผลการวิจัยและพัฒนา และใช้ระบบเชื่อมต่อที่มีอยู่เดิมได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากโครงการผลิตไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์บนทุ่นลอยน้ำเขื่อนสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเฟสแรกจะดำเนินการก่อน 45 เมกะวัตต์ใช้พื้นที่ 450 ไร่  คาดว่าจะสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้เฉลี่ยประมาณ 89.53 ล้านหน่วยต่อปี

3.เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ มีแผนจะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 40 เมกะวัตต์   4.เขื่อนวชิราลงกรณ์  จ.กาญจนบุรี  มีแผนจะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์  และ 5.เขื่อนศรีนครินทร์ จ.กาญจนบุรี มีแผนจะดำเนินการ โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 135 เมกะวัตต์

สำหรับเขื่อนที่มีศักยภาพแต่ยังมีปัญหาเรื่องพื้นที่ อีก 6เขื่อน ประกอบด้วย 1. เขื่อนภูมิพล จ.ตาก มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 60 เมกะวัตต์   โดยยังมีปัญหาเรื่องร่องน้ำลึก      2. เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์  แต่ติดปัญหาพื้นที่ลุ่มน้ำ1Aและลุ่มน้ำ1B     3.เขื่อนบางลาง จ.ยะลา  มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 100 เมกะวัตต์  แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน   4.เขื่อนอุบลรัตน์ มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 200 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยานและป่าสงวน  5.เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 30 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน  และ 6.เขื่อนรัชชประภา จ.สุราษฎร์ธานี  มีแผนที่จะดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำขนาดกำลังการผลิต 120 เมกะวัตต์ แต่ติดปัญหาเป็นพื้นที่ป่าอุทยาน

แหล่งข่าว กล่าวว่า โครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำของ กฟผ.จะดำเนินการภายใต้รูปแบบ Hybrid Firm  ซึ่งจะมีข้อดีในการใช้พื้นที่ผิวน้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยไม่เป็นการแย่งพื้นที่เกษตรกรรม และแผงเซลล์แสงอาทิตย์ยังสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงจากการอยู่ใกล้ผิวน้ำ

อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นเรื่องของต้นทุนการผลิตของโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ ที่สูงกว่าการติดตั้งโซลาร์ฟาร์มบนพื้นดิน ที่อาจจะทำให้ค่าไฟฟ้าไม่ได้ต่ำมากอย่างที่คิด รวมทั้งความเสถียรของระบบ ในช่วงเวลากลางคืนที่โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำไม่สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าได้ และจะมีการผลิตน้ำจากโรงไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนมาทดแทน  เนื่องจาก กฟผ.ไม่ได้มีอำนาจในการพิจารณาปล่อยน้ำจากเขื่อนแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นการทำงานร่วมกันในรูปของคณะกรรมการ ที่ต้องคำนึงถึงเรื่องระบบชลประทานและเรื่องเกษตรกรรมด้วย

ปตท.ร่วมมือ บีไอจี ศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Industrial Gas

ปตท. และ บีไอจี ลงนามความร่วมมือเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ Industrial Gas  มาสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ 

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ยืนกลาง) เป็นประธานในพิธีลงนามความร่วมมือศึกษาการใช้ Industrial Gas เพื่อสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กับ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี โดยมี นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (คนที่ 2 จากซ้าย) และ นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (คนที่ 2 จากขวา) เป็นผู้ลงนาม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำเทคโนโลยีและสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับ Industrial Gas  มาสร้างนวัตกรรมทางธุรกิจ ยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมไทย และเป็นกลไกสำคัญในการรังสรรค์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Thailand New S-Curve) นำประเทศไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 บนฐานความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนต่อไป

ปตท.สผ.ถือสัดส่วนลงทุนแทนกลุ่มเชลล์ในแหล่งบงกช เสร็จสิ้นสมบูรณ์

ปตท.สผ. ถือสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.6667เสร็จสิ้นสมบูรณ์ หลังได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2561 และทุกฝ่ายได้ลงนามในสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (Supplementary Petroleum Concession) ไปเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่าการเข้าซื้อหุ้นในแหล่งบงกชจากบริษัทในเครือของกลุ่มเชลล์ในสัดส่วนร้อยละ 22.2222 ซึ่งได้มีการลงนามในสัญญาการโอนสิทธิสัมปทานเมื่อเดือนมกราคม 2561 นั้นมีผลสมบูรณ์แล้ว โดยได้รับการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน2561 และทุกฝ่ายได้ลงนามในสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (Supplementary Petroleum Concession) เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 ส่งผลให้ ปตท.สผ. มีสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 66.6667

โดยการเข้าซื้อสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกชเป็นไปตามกลยุทธ์ของ ปตท.สผ. ที่แสวงหาการลงทุนใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตและเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมทั้งในระยะสั้นและระยะยาว  ซึ่งการเข้าซื้อครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยให้กับ ปตท.สผ. ประมาณ 35,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวันได้ทันที และที่สำคัญยังเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งก๊าซฯ บงกชในปัจจุบัน ที่มีความพร้อมในการเข้าร่วมประมูลเพื่อเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งบงกชต่อไป

นายสมพร ว่องวุฒิพรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ปตท.สผ. กล่าวว่า  ปตท.สผ. ซึ่งเป็นบริษัทไทยจะเข้าร่วมประมูลทั้งแหล่งบงกชและแหล่งเอราวัณ เพื่อสร้างความต่อเนื่องและความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ

ชวนเยาวชนร่วมส่งผลงานประกวดนวัตกรรมสีเขียว Youth Greenovation Awards 2018 ถึง16ก.ค.นี้

มูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรม ร่วมกับ กลุ่ม ปตท. และสมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์  ชวน เยาวชนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ตอนปลาย และระดับอาชีวศึกษา ร่วมส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรม โครงการประกวดนวัตกรรมสีเขียว ประจำปี 2561 (Youth Greenovation Awards 2018)ในหัวข้อ “นวัตกรรมสีเขียวสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน” ชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี  ทุนการศึกษา และโอกาสแข่งขันแสดงผลงานในเวทีนานาชาติ

โดยคุณสมบัติของทีมที่ส่งผลงานเข้าประกวด จะประกอบด้วยสมาชิก1-2คน ที่ยังศึกษาอยู่ในระดับที่เปิดให้มีการแข่งขัน และครูที่ปรึกษา1คน ที่จะต้องมีตำแหน่งประจำสถาบันการศึกษานั้นๆ

ซึ่งในส่วนของรางวัลและประโยชน์ที่ได้รับ ประกอบด้วย ถ้วยรางวัล โล่รางวัล  ประกาศนียบัตรและทุนการศึกษา  ทุนสนับสนุนการทำโครงการ   การได้รับการบ่มเพาะทักษะความรู้ ความสามารถด้านการวิจัย ประดิษฐ์ คิดค้น เพื่อต่อยอดผลงาน จากนักวิจัย นักประดิษฐ์ นวัตกร จากภาครัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงระดับประเทศ  และโอกาสที่จะเข้าร่วมแข่งขันโครงงานวิทยาศาสตร์หรือเข้าร่วมแสดงผลงานในเวทีการแข่งขันระดับชาติและนานาชาติ

เยาวชนที่ สนใจสามารถดูรายละเอียดและสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ เว็บไซต์มูลนิธิพลังสร้างสรรค์นวัตกรรมhttp://www.powerofinnovation.or.th ตั้งแต่วันนี้ถึง 16 กรกฎาคม ศกนี้

สำหรับการประกวด นวัตกรรมสีเขียว ประจำปี 2560 (YGA 2017)ที่ผ่านมานั้น ได้รับความสนใจจากเยาวชนสมัครเข้าร่วมแข่งขัน กว่า 402 ทีมจากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ แบ่งเป็น 3 ระดับคือ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาหรือเทียบเท่า โดยผลงานที่ได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทั้ง 3 ระดับ ได้แก่
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โครงงานชุดแปลงพลังงานสำหรับนักเดินทาง จากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม กรุงเทพมหานคร

ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โครงงานชุด DIY Filaments for 3D Printer จากโรงเรียนกำเนิดวิทย์ จังหวัดระยอง
ระดับอาชีวศึกษา โครงงานชุดทุ่นอนุรักษ์ปะการังโดยใช้พลังงานคลื่นทะเล จากวิทยาลัยเทคนิค สุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี

บริษัทสานพลังฯตั้งงบ100ล้านนำโมเดลธุรกิจเสริมแรงกลุ่มผู้ด้อยโอกาสทางสังคม

บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของกลุ่มปตท. วางงบ100ล้านบาท เดินหน้า3โครงการ นำโมเดลธุรกิจช่วยแก้ปัญหาสังคม เสริมแรงให้กับกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

นางอัจฉริยา  เจริญศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมงบลงทุน 100 ล้านบาทต่อปี เพื่อนำโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่มาช่วยส่งเสริมอาชีพให้ผู้ยากไร้และช่วยแก้ปัญหาสังคม เนื่องจากบริษัทฯ จัดตั้งขึ้นจากการร่วมทุนของ 7 บริษัทชั้นนำ(Flag Ship)ในกลุ่มบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ที่ผ่านมา ซึ่งมีเป้าหมายไม่หวังกำไร แต่เน้นนำโมเดลธุรกิจมาแก้ปัญหาสังคม

โดยในปี 2561 นี้ จะดำเนินโครงการทั้งสิ้น 3 โครงการสำคัญ ได้แก่ 1. โครงการพลังใจในมือคุณ ซึ่งจะมีการสร้างปั๊มน้ำมันบนเนื้อที่กว่า 2 ไร่ ที่หน้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี จ.ปทุมธานี ในพื้นที่ดังกล่าวจะมีการสร้างอาคารพลังใจในมือคุณ สำหรับเปิดจำหน่ายสินค้าของชุมชน โดยบริษัทฯจะเข้าไปวางรูปแบบโมเดลธุรกิจของอาคารดังกล่าวให้สอดรับกับพื้นที่นั้น และให้ธุรกิจประสบผลสำเร็จ เพื่อนำกำไรที่ได้ไปสนับสนุนธุรกิจอื่นๆ ในการช่วยเหลือสังคมต่อไป

อย่างไรก็ตามขณะนี้บริษัทฯอยู่ระหว่างการสำรวจตลาดเพื่อคัดเลือกสินค้าที่จะนำมาจำหน่าย รวมถึงสินค้าที่เป็นงานฝีมือของชุมชนและผู้ด้อยโอกาส คาดว่าจะใช้เวลา 1-2 เดือนสำรวจเสร็จ และคาดว่าจะเปิดจำหน่ายสินค้าได้ต้นปี 2562

2.โครงการเปิดร้านคาเฟ่ อเมซอนสำหรับผู้พิการได้เข้ามาทำงาน ที่มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 2 แห่ง ซึ่งเริ่มเปิดจำหน่ายเครื่องดื่มแล้ว แต่จะมีพิธีเปิดร้านอย่างเป็นทางการในวันที่ 17 ก.ค. 2561 นี้ ทั้งนี้มีเป้าหมายจะเปิดให้ได้ 8 แห่งภายในปี 2562 ส่วนสิ้นปี 2561 นี้คาดว่าจะมีร้านกาแฟดังกล่าวประมาณ 5 แห่ง ซึ่งกำไรที่ได้จะนำไปลงทุนต่อเนื่องในสาขาอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือสังคม หรือบริจาค เป็นต้น

และ 3. โครงการ ปตท.-วิสาหกิจชุมชน-คาเฟ่อเมซอน จับมือนำร่องจัดหาเมล็ดกาแฟ ทั้งนี้แต่เดิมปตท.จะเปิดให้มีการประมูลขายเมล็ดกาแฟให้อเมซอน แต่ปัจจุบัน ปตท.ได้ให้บริษัทฯ เข้าไปจัดหาเมล็ดกาแฟกับเกษตรกรโดยตรง เพื่อให้ประโยชน์ตกถึงเกษตรกรอย่างแท้จริง และเป็นโอกาสให้บริษัทฯได้เข้าไปแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลจัดหาน้ำ การปลูกต้นกาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ เป็นต้น และก่อให้เกิดการรวมกลุ่มชุมชนอย่างเข้มแข็งขึ้นด้วย

สำหรับในปี 2562 นี้ บริษัทฯ เตรียมต่อยอดผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรให้เข้มแข็งขึ้น รวมถึงอาจจะเข้าไปนำร่องดำเนินการด้านพลังงานเข้ามาสร้างประโยชน์ เช่น ต่างประเทศให้การช่วยเหลือประชาชนในแอฟริกาและอเมริกาใต้ ทำโซลาร์เซลล์เพื่อแสงสว่างให้ประชาชน ดังนั้นบริษัทฯ อาจจะนำร่องสร้างปั๊มโซลาร์ราคาถูก หรือ ทำโซลาร์เพื่อแสงสว่างในพื้นที่ที่ไฟฟ้าเข้าไม่ถึง เป็นต้น

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า ปตท.จะนำร่องโมเดลธุรกิจใหม่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่ดูแลสังคม แต่ยังคงสร้างกำไรได้ด้วย โดย ปตท.จะดำเนินธุรกิจที่สามารถให้ผู้ด้อยโอกาสเข้ามาร่วมเป็นพนักงาน หรือออกแบบธุรกิจให้ชุมชนเข้ามาร่วมดำเนินการได้ เนื่องจากปตท.มีความชำนาญด้านการทำธุรกิจอยู่แล้ว โดยผลกำไรที่ได้จะนำไปต่อยอดในธุรกิจอื่นๆ ที่สร้างประโยชน์ให้กับสังคมต่อไป โดยถือว่าเป็นรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างจากเดิมที่ ปตท.จะดำเดินธุรกิจจนมีกำไร และนำกำไรที่ได้บางส่วนไปช่วยเหลือสังคมในรูปแบบCSR เป็นต้น โดยหวังว่าโมเดลธุรกิจใหม่ดังกล่าวจะจุดประกายให้กับองค์กรอื่นๆได้นำไปใช้เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับสังคมเช่นกัน

ปตท.ตั้งปั๊มน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ ช่วยคนไร้ที่พึ่งและผู้ด้อยโอกาส มีช่องทางจำหน่ายสินค้า

ปตท. ร่วมมือกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์  จัดตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ แบบ Green Station  บนพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา บริเวณหน้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี  โดยภายในสถานีบริการน้ำมันจะมีร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน และอาคารพลังใจในมือคุณ จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มคนผู้ไร้ที่พึ่งและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2561พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพลังใจในมือคุณ” ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กรมกิจการเด็กและเยาวชน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด  บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด และมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน โดยมี นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมเป็นสักขีพยาน และ นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นายวิทัศน์ เตชะบุญ อธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่หน่วยธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายสมยศ คงประเวช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปตท. บริหารธุรกิจค้าปลีก จำกัด นางอัจฉริยา เจริญศักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด และ นายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล ปตท. ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน เป็นผู้แทนในการลงนาม เพื่อแสดงถึงความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน ในการสนับสนุนการดำเนินงานกิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) พัฒนาศักยภาพทักษะทางสังคมและทักษะอาชีพ แก่กลุ่มคนผู้ไร้ที่พึ่งและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสให้กลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ ณ ห้องประชุมชั้น 2 กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

<img alt=”” data-cke-saved-src=”/userfiles/images/ptt1699.jpg” src=”/userfiles/images/ptt1699.jpg” 600px;=”” height:=”” 311px;”=””>

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในโครงการพลังใจในมือคุณ ว่า ปตท. จะก่อสร้างสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงสวัสดิการแบบ Green Station จำนวน 4 หัวจ่าย และห้องน้ำแบบอารยะสถาปัตย์ (Friendly Design) บนพื้นที่ 2 ไร่ 3 งาน 58 ตารางวา บริเวณหน้าสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งหญิงธัญบุรี อำเภอธัญบุรี จังหวัดปทุมธานี  โดยภายในสถานีบริการน้ำมันจะมีร้านสะดวกซื้อ ร้านกาแฟคาเฟ่อเมซอน และอาคารพลังใจในมือคุณ จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มคนผู้ไร้ที่พึ่งและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส

สำหรับ อาคารพลังใจในมือคุณ เป็นความร่วมมือระหว่างบริษัท สานพลัง วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด ซึ่งจัดตั้งโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริหารร่วมกับ กองทุนสวัสดิการ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ในรูปแบบกิจการเพื่อสังคม ผลกำไรทั้งหมดจากการจำหน่ายผลิตภัณฑ์จะนำไปใช้ประโยชน์เพื่อสังคม กลุ่มคนผู้ไร้ที่พึ่ง และกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทำให้สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงสวัสดิการแห่งนี้เป็นสถานีบริการต้นแบบให้ประชาชนกลุ่มดังกล่าวได้มีโอกาสฝึกทักษะ มีรายได้เลี้ยงตนเอง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

ด้ายนายวิทวัส สวัสดิ์-ชูโต รองกรรมการผู้จัดการใหญ่นวัตกรรมและดิจิตอล ปตท. ในฐานะรองประธานกรรมการมูลนิธิพลังที่ยั่งยืน กล่าวว่า ที่ผ่านมาโครงการ “พลังใจในมือคุณ” ที่มูลนิธิพลังที่ยั่งยืน ร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ มีการดำเนินโครงการหลากหลาย อาทิ โครงการประยุกต์องค์ความรู้เรื่องหญ้าแฝกจากชุมชนสู่กลุ่มผู้ไร้ที่พึ่ง หลักสูตรพัฒนาทักษะทางด้านสังคมและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของกลุ่มผู้ด้อยโอกาส การฝึกอบรมทำเบเกอรี่สำหรับเยาวชนด้อยโอกาสในสถานแรกรับเด็กหญิงบ้านธัญญพร  โดยการร่วมจัดตั้งสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อสวัสดิการ และอาคารพลังใจในมือคุณ  ในครั้งนี้ จะเป็นศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของกลุ่มคนไร้ที่พึ่งและกลุ่มผู้ด้อยโอกาสต่อไป

บอร์ด GPSC อนุมัติซื้อหุ้น GLOW ในสัดส่วน69.11% มูลค่ากว่า 97,560 ล้านบาท

นาย เติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชนหรือ GPSC แกนนำนวัตกรรมธุรกิจไฟฟ้า กลุ่ม ปตทเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2561 คณะกรรมการบริษัท (บอร์ดมีมติให้บริษัทฯ ดำเนินการเข้าซื้อหุ้น 69.11% ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชนหรือ GLOW จาก Engie Global Developments B.V. ที่ราคาหุ้นละ 96.5 บาท มูลค่าประมาณ 97,560 ล้านบาท

นอกจากนี้ การที่โรงไฟฟ้าและโครงข่ายของ GPSC อยู่บริเวณใกล้เคียงกับของ GLOW บริษัทฯ คาดว่าจะได้ประโยชน์จาก Operational Synergy ในการบริหารโรงไฟฟ้าและโครงข่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้สามารถลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและเพิ่มเสถียรภาพของการจ่ายไฟฟ้าและไอน้ำของบริษัทฯ ด้วยความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีชั้นนำของทั้งสองบริษัท เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ดีขึ้น

สำหรับแหล่งเงินทุนทั้งหมดในการซื้อกิจการครั้งนี้ คณะกรรมการบริษัทฯ มีมติอนุมัติให้ใช้เงินกู้ยืมระยะสั้นจากสถาบันการเงินและ/หรือผู้ถือหุ้นใหญ่ และภายหลังจากนั้น GPSC มีแผนทางการเงินสำหรับชำระเงินกู้ยืมระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเงินทุน โดยคาดว่าจะออกหุ้นกู้ และ/หรือเงินกู้ระยะยาวจากสถาบันการเงิน ในสัดส่วนประมาณกึ่งหนึ่งของมูลค่าซื้อขายทั้งหมด และส่วนที่เหลือจะเป็นการเพิ่มส่วนทุนของบริษัทฯ

เรียกตรวจสอบข้อมูล ผู้ผลิตไฟฟ้าเอสพีพีโคเจนทั้ง25รายก่อนอนุมัติให้ต่ออายุสัญญาขายไฟ

รัฐมนตรีพลังงานเรียกตรวจสอบข้อมูลของโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทพลังงานความร้อนร่วม( SPP Cogeneration) 25 รายที่เข้าเกณฑ์ได้ต่ออายุสัญญาขายไฟฟ้าให้ กฟผใหม่ทั้งหมด  โดยแหล่งข่าวระบุจนถึงขณะนี้ยังไม่ได้มีรายใดได้ลงนามต่ออายุสัญญา

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีที่กระทรวงพลังงานเข้าไปตรวจสอบการอนุมัติให้ต่อสัญญารับซื้อไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กประเภทพลังงานความร้อนร่วม( SPP Cogeneration) ของบริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด(มหาชนว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการเรียกดูข้อมูลของผู้ประกอบการSPP Cogeneration ทั้ง25ราย ที่อยู่ในข่ายจะได้รับการต่ออายุสัญญา ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เมื่อวันที่ 30 .. 2559 จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่เฉพาะของบริษัท โกลว์ฯ เพียงรายเดียว จึงต้องใช้เวลาและยังไม่ได้มีข้อสรุปในขณะนี้ อย่างไรก็ตามการจะพิจารณาว่ารายใดเข้าเกณฑ์ให้ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้าได้หรือไม่ นั้น เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ที่จะอนุมัติ

อย่างไรก็ตามแหล่งข่าวระบุ ด้วยว่า ปัจจุบัน ผู้ประกอบการSPP Cogeneration ที่มีสิทธิ์ต่อสัญญาทั้งหมดมีประมาณ 25 ราย ขณะนี้ยังไม่มีรายใดได้ลงนามสัญญาเพื่อต่ออายุการขายไฟฟ้าให้ กฟผแม้แต่รายเดียว เพราะจะต้องมีขั้นตอนการตรวจสอบข้อมูลความถูกต้องของแต่ละรายอย่างละเอียด เช่น มีการขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจริงหรือไม่ เป็นต้น โดยอาจจะมีการพิจารณาให้ต่ออายุสัญญาตามแต่ละกรณีเป็นรายๆไป

โดยมติจาก กพชเมื่อวันที่ 30 .. 2559 ที่ให้ต่ออายุสัญญาโรงไฟฟ้า SPP ประเภท Cogeneration ที่จะหมดสัญญาตั้งแต่ปี 2560-2568 เป็นเพียงการเห็นชอบกรอบการต่ออายุสัญญาเท่านั้น โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปพิจารณาต่อในรายละเอียดเพื่อให้เป็นไปตามมติ

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) กล่าวว่า สำหรับมติกพชเมื่อวันที่ 30 .. 2559 ที่มีมติให้ต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทพลังงานความร้อนร่วม( SPP Cogeneration)ที่จะหมดอายุในปี 2560-2561 ซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าที่ขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม และไฟฟ้าส่วนเกินขายให้กับ กฟผโดยมติดังกล่าวกำหนดให้ กฟผ.รับซื้อไฟฟ้าในจำนวนไม่เกิน 60เมกะวัตต์ และไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิมในราคา 2.37 บาทต่อหน่วย

ส่วนผู้ประกอบการ SPP Cogeneration ที่จะสิ้นสุดสัญญาในปี 2562-2568 นั้น กพช.อนุมัติให้ก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ได้ในพื้นที่เดิมหรือพื้นที่ใกล้เคียงนิคมอุตสาหกรรมและสวนอุตสาหกรรม โดยให้ขายไฟฟ้าให้ กฟผ.ได้ไม่เกิน 30 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 30% ของกำลังผลิตไฟฟ้ารวมไอน้ำ และต้องไม่เกินกว่าปริมาณขายไฟฟ้าตามสัญญาเดิม ในราคา 2.81 บาทต่อหน่วย โดยให้มีสัญญารวม 25 ปี 

เชฟรอนฯนำระบบจัดการภัยพิบัติระดับมาตรฐานโลก มาใช้ซ้อมแผนฉุกเฉิน กรณีน้ำมันรั่วไหล

เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด ร่วมกับ กรมเจ้าท่า กองทัพเรือ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กรมควบคุมมลพิษ และสมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน จัดการฝึกซ้อมแผนรับมือเหตุฉุกเฉินแห่งชาติ กรณีน้ำมันรั่วไหล ประจำปี 2561 ณ สำนักงานกรุงเทพฯ โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมกว่า 200 คน

โดยการฝึกซ้อมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งในความมุ่งมั่นของเชฟรอนในการปฏิบัติงานด้วยความปลอดภัยทั้งต่อพนักงาน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะช่วยเพิ่มพูนทักษะและความรู้ในการปฏิบัติตามแผนรับมือเหตุฉุกเฉินกรณีเกิดน้ำมันรั่วไหล ให้พนักงานได้ทบทวนแผนการปฏิบัติของบริษัท ตลอดจนช่วยให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตัวเอง และทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น

บรรยายภาพ (จากซ้ายไปขวา) – นาวาเอก ถนอม ลั่นซ้าย หัวหน้ากองพระธรรมนูญ ทัพเรือภาคที่ ดรภูมี ศรีสุวรรณ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมเจ้าท่า นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด นายกริชเพชร ชัยช่วย รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ดรสมรัตน์ ยินดีพิธ ผู้จัดการสมาคม สมาคมอนุรักษ์สภาพแวดล้อมของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมัน และ นาวาเอก ธรรมรัตน์ เทียบเทียม รองผู้อำนวยการกองยุทธการ ทัพเรือภาคที่ 2