Home Blog Page 46

GCจับมือ MQDCและพันธมิตรนำพลาสติกใช้แล้วมาสร้างมูลค่าเพิ่มในโครงการอสังหาฯ

นางวราวรรณ ทิพพาวนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานกิจการองค์กร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชนหรือ GC เปิดเผยว่า GC ได้ร่วมกับแมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเมนต์ คอร์ปอเรชั่น(MQDC), มหาวิทยาลัยเกษตร(มก.) สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรีและศูนย์วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความยั่งยืนหรือศูนย์ RISC เพื่อนำพลาสติกใช้แล้วมาพัฒนาเป็นส่วนประกอบของอิฐบล็อกสำหรับใช้ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกของโลกด้วย

ทั้งนี้ GC ต้องการให้ทุกคนใช้พลาสติกอย่างรู้คุณค่า และมุ่งเน้นการนำขยะมาแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มโดยทำใหเป็นวัสดุใหม่ที่สามารถนำมาใช้ได้ในรูปแบบใหม่ๆ โดยไม่สร้างขยะกลับคืนสู่วงจรขยะพลาสติกอีกครั้ง หรือเรียกว่า Upcycling โดยที่ผ่านมา GC ได้รวมรวมพลาสติกใช้แล้ว โดยเฉพาะขวดน้ำดื่มในทะเลและชายหาดที่เกาะเสม็ด จ.ระยอง รวมกว่า 10 ตัน ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาต่อยอดเป็นสินค้าคุณภาพสูง เช่น เสื้อและกระเป๋าที่มีราคาสูงได้ ซึ่งในอนาคตหากความต้องการพลาสติกเหลือใช้สูงขึ้น GC จะร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ รวบรวมพลาสติกใช้แล้วในพื้นที่อื่นๆ นอกจาก จ.ระยองต่อไป เบื้องต้น GC กำลังอยู่ระหว่างทำความร่วมมือกับ 10 โรงเรียน ในจ.ระยอง เพื่อให้มีส่วนร่วมคัดแยกพลาสติกและนำพลาสติกใช้แล้วมาให้ GC ใช้ประโยชน์ต่อไป

รองศาสตราจารย์ ดรสิงห์ อินทรชูโต หัวหน้าคณะที่ปรึกษาศูนย์ RISC และผู้อำนวยการศูนย์ Scrap Lab มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า  ปัจจุบันคนไทยสร้างขยะถึง 1.4 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน โดยพื้นที่กรุงเทพฯใช้ถุงพลาสติกประมาณ ใบต่อคน ทำให้ใน วันมีการใช้พลาสติกถึง 551 ล้านใบต่อวัน

อิฐบล็อกที่ทำจากพลาสติกใช้แล้ว

พีทีที ดิจิตอล และ หัวเว่ย ประเทศไทย ลงนามความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร  ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม  บริษัท ปตทจำกัด (มหาชน) และ ประธานกรรมการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด (ยืนกลาง)  เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม ระหว่าง  บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด กับ  บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทยจำกัด โดยมี นางอรวดี โพธิสาโร กรรมการผู้จัดการ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด (ที่ จากซ้าย)  และ นายเมิ่ง เฉียง ผู้บริหารกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ บริษัท หัวเว่ย เทคโนโลยี่ (ประเทศไทยจำกัด  (ที่ จากขวาร่วมลงนาม โดยเป็นความร่วมมือในการวิจัยและพัฒนาด้านปัญญาประดิษฐ์ ดิจิตอลโซลูชันส์ ดิจิตอลแพลตฟอร์มและศูนย์ข้อมูล เพื่อเสริมศักยภาพให้กับบริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด  ในการขับเคลื่อนงานเทคโนโลยีดิจิตอลให้กับบริษัทในกลุ่ม ปตทต่อไป

พพ.แจงรัฐไม่ได้หลอกชาวบ้าน กรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน

อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) ยันรัฐไม่ได้หลอกชาวบ้าน ชี้ประเด็นปัญหาโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน 25 แห่ง ยังขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่ได้ เพราะติดปัญหาเอกสารการครอบครองที่ดิน ซึ่งต้องให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมก่อน  โดยระบุบางส่วนส่งให้ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) พิจารณาแล้วคาดใช้เวลา 1-2 เดือนลงนามขายไฟฟ้าได้ แต่ไม่สามารถส่งมอบโครงการให้ องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)เป็นเจ้าของและบริหารโรงไฟฟ้าได้ เหตุกฎหมายไม่อนุญาต  โดยแนวทางแก้ปัญหา ทาง พพ.ต้องรับเป็นเจ้าของโครงการเองตลอดอายุโรงไฟฟ้า และนำรายได้จากการขายไฟ ส่วนหนึ่งมาจ้างงานคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาโรงไฟฟ้าแทน    

 นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) เปิดเผยถึง กรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ของ พพ. ที่มีอยู่ประมาณ 25 โรง ไม่สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(PEA) และทำให้ชุมชนไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารโรงไฟฟ้าและมีรายได้จากโครงการดังกล่าว ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ว่าข้อเท็จจริงเกิดจากติดปัญหาด้านเอกสารการครอบครองที่ดิน โดยหลังจากที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)เมื่อวันที่ 17 ก.พ. 2560 เห็นชอบให้โครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน ของ พพ. 25 โรง กำลังการผลิตรวม ประมาณ 2.5 เมกะวัตต์ สามารถขายไฟฟ้าเข้าระบบของ PEA ได้ในราคา 1.09 บาทต่อหน่วยแล้ว ทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ระบุว่า พพ.จะต้องมีเอกสารการครอบครองที่ดินของแต่ละโครงการที่ได้สร้างเสร็จแล้วมาประกอบการพิจารณาลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ PEA ด้วย   แต่พื้นที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน และบางแห่งเป็นพื้นที่ของกรมป่าไม้  ซึ่งขณะนี้ เจ้าหน้าที่ พพ. กำลังอยู่ระหว่างประสานให้ชาวบ้านเซ็นยินยอมให้ พพ. ใช้พื้นที่สำหรับสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าว โดยได้รับการยินยอมจากชาวบ้านแล้วประมาณ 10 แห่งและนำส่งเอกสารให้ กกพ.พิจารณาแล้วเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา คาดว่าอีก 1-2 เดือน นับจากนี้จะสามารถลงนามซื้อขายไฟฟ้ากับ PEA ได้

สำหรับโครงการส่วนที่เหลือ พพ.ยังอยู่ระหว่างดำเนินการลงพื้นที่สำรวจและขอรับการเซ็นยินยอมจากชาวบ้านต่อไป  ส่วนโรงไฟฟ้าที่อยู่ในพื้นที่กรมป่าไม้นั้น ทางพพ.จะทำหนังสือของใช้พื้นที่ด้วยตัวเอง เนื่องจากเป็นหน่วยงานระหว่างรัฐด้วยกัน

“ยืนยันว่า พพ. ไม่ได้หลอกลวงชาวบ้านแต่อย่างใด ที่ยังขายไฟฟ้าเข้าระบบไม่ได้เพราะติดปัญหาเรื่องเอกสารการครอบครองที่ดินจริงๆ ถ้าชาวบ้านเซ็นยินยอมให้ พพ.ใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อสร้างโรงไฟฟ้าแล้ว จะนำเอกสารไปประกอบแนบท้ายเรื่องการขายไฟฟ้าและส่งให้ กกพ.เพื่ออนุมัติให้ทำสัญญาขายไฟฟ้ากับ PEA ได้”

ก่อนหน้านี้ ในการดำเนินโครงการ พพ.มีแนวคิดจะสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชน และมอบให้กับองค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.) เป็นเจ้าของและขายไฟฟ้าเข้าระบบของการไฟฟ้า โดยรายได้จากการขายไฟฟ้า จะเป็นเงินของอบต. ที่ชุมชนสามารถทำเรื่องเสนอเบิกไปใช้ในโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาชุมชนได้ แต่ปัจจุบันภาครัฐได้ออกกฎหมายใหม่และตีความว่า อบต.ไม่มีหน้าที่ขายไฟฟ้า จึงทำให้ พพ.ไม่สามารถโอนโรงไฟฟ้าไปให้ อบต.ได้อีกต่อไป โดย พพ.จะต้องเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าเหมือนเดิม และเงินที่ได้จากการขายไฟฟ้าทั้งหมดจะต้องส่งเข้ากระทรวงการคลังเท่านั้น

ดังนั้นสิ่งที่ชาวบ้านจะได้จากโครงการดังกล่าว คือ รายได้จากการจ้างงานเพื่อมาดูแลโรงไฟฟ้า โดยพพ.จะขอเบิกงบประมาณแผ่นดินเป็นรายปี สำหรับนำมาจ้างชาวบ้านในพื้นที่ให้เป็นฝ่ายปฏิบัติการดูแลโรงไฟฟ้า โดยมีเจ้าหน้าที่ พพ. เข้ามาดูแลให้การอบรมการการใช้เครื่องจักรผลิตไฟฟ้า เป็นต้น  ซึ่งโรงไฟฟ้าแต่ละแห่งจะมีอายุเฉลี่ยประมาณ 25-30 ปี ซึ่ง พพ.จะเป็นผู้ดูแลตลอดโครงการ

ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนที่จะเกิดขึ้นใหม่ในอนาคต พพ.จะต้องปรับรูปแบบใหม่ โดยจะต้องเป็นพื้นที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ เพื่อเน้นผลิตไฟฟ้าใช้โดยตรงแบบไม่ขายเข้าระบบการไฟฟ้าอีก และรายได้จากการขายไฟฟ้าภายในชุมชนนั้นๆ จะนำมาเป็นเงินเพื่อว่าจ้างชาวบ้านดูแลเครื่องผลิตไฟฟ้าและเป็นรายได้สำหรับพัฒนาชุมชนต่อไป

GC ลงนามเอ็มโอยูกับ 3บริษัทระหว่างร่วมคณะนายกรัฐมนตรีไทย เดินทางเยือนอังกฤษ และฝรั่งเศส

GC ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ3บริษัท ในสหราชอารณาจักร และ สาธารณรัฐฝรั่งเศส  โดย2เอ็มโอยูแรก ในสหราชอารณาจักร กับ Digital Barriers  เพื่อร่วมกันศึกษาหาแนวทางนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยมาใช้กับแนวท่อส่งผลิตภัณฑ์บริษัทฯ ไปยังลูกค้า และ ลงนามกับ Arturius International เพื่อความร่วมมือในการนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยใช้สำหรับ Facility ของบริษัทฯ เพื่อเสนอแนวทางความร่วมมือในการใช้องค์ความรู้ บริการ และอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมที่เป็น UK Content   ส่วนในสาธารณรัฐฝรั่งเศส ลงนามร่วมกับ Dassault Systemes ในโครงการ Digitization เพื่อออกแบบ วางแผน และดำเนินการเทคโนโลยีระบบ Visualization ในการวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมต่อระบบการวางแผนและปฏิบัติการวิศวกรรมในโรงงาน  ในระหว่างการร่วมคณะนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะธุรกิจไทยเยือนสหราชอาณาจักรและสาธารณรัฐฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 19-26 มิถุนายน 2561

ผู้บริหารระดับสูงของGC ที่ร่วมคณะไปในครั้งนี้ประกอบด้วย นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ ดร. คงกระพัน  อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

การลงนามกับบริษัท/องค์กรคู่สัญญาในสหราชอาณาจักร  จัดให้มีขึ้นเมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2561 โดยความร่วมมือนี้ได้ผ่านทางกลไกของ Thai-UK Business Leadership Council (TUBLC) ประกอบด้วย 1) ลงนาม MoU กับ Digital Barriers เพื่อร่วมกันศึกษาหาแนวทางนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยมาใช้กับแนวท่อส่งผลิตภัณฑ์บริษัทฯ ไปยังลูกค้า และ 2) ลงนาม MOU กับ Arturius International เพื่อความร่วมมือในการนำนวัตกรรมระบบความปลอดภัยใช้สำหรับ Facility ของบริษัทฯ เพื่อเสนอแนวทางความร่วมมือในการใช้องค์ความรู้ บริการ และอุปกรณ์ด้านวิศวกรรมที่เป็น UK Content

ส่วนการลงนามกับบริษัท Dassault Systemes  ของสาธารณรัฐฝรั่งเศส  เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2561 สำหรับโครงการ Digitization เพื่อออกแบบ วางแผน และดำเนินการเทคโนโลยีระบบ Visualization ในการวิเคราะห์ข้อมูลและเชื่อมต่อระบบการวางแผนและปฏิบัติการวิศวกรรมในโรงงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลาปฏิบัติการ ร่นระยะเวลาการบำรุงรักษาโรงงานตามวาระ (Turnaround Management) นอกจากนี้ยังเป็นการวางรากฐานเทคโนโลยีทางวิศวกรรมของบริษัทฯ เพื่อยกระดับสู่ Big Data ในอนาคต ซึ่งความร่วมมือดังกล่าวสอดรับกับการสนับสนุนนโยบาย Thailand 4.0  ในการนำเทคโนโลยีดิจิตอลและนวัตกรรมขั้นสูงมาใช้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ EEC  โดยความร่วมมือดังกล่าวได้ทางผ่านกลไกของ France-Thailand Business Forum (FTBF) พร้อมกันนี้ ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มธุรกิจปิโตรเคมีขั้นต้น GC ยังเข้าร่วมการเสวนาเพื่อดึงดูดนักลงทุนฝรั่งเศสให้มาลงทุนใน EEC และกล่าวถ้อยแถลงแสดงวิสัยทัศน์ในการสนับสนุนและผลักดันความร่วมมือในการลงทุนของทั้งสองประเทศในฐานะประธานร่วม FTFB อีกด้วย

เสียโอกาส! โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง สร้างเสร็จเกือบ6ปี ยังไม่ได้เริ่มผลิตไฟฟ้า

เสียโอกาส! โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง  อ.พรหมคีรี จ.นครศรีธรรมราช สร้างเสร็จมาแล้วเกือบ 6ปี แต่ชาวบ้านยังไม่ได้ใช้ไฟฟ้า ตัวแทนชุมชนทำหนังสือสอบถาม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กระทรวงพลังงานไปหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าจะทางออกในการแก้ปัญหาอย่างไร

นายเฉลิม กาญจนพิทักษ์ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านเก้ากอ ตำบลทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) ถึงกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง ต.ทอนหงส์ อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จมาตั้งแต่เดือนพ.ย.2555 แต่ยังไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบสายส่งของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ได้ ทางชุมชนได้มีการทำหนังสือสอบถามไปยัง กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)  กระทรวงพลังงานไปแล้วหลายครั้ง แต่ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนว่า มีปัญหาข้อติดขัดอย่างไร โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง จึงไม่สามารถที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าระบบได้ ทั้งๆที่ชุมชนมีความต้องการ และมีความพร้อมที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการโรงไฟฟ้าแห่งนี้ตามเงื่อนไขที่ภาครัฐเคยแจ้งเอาไว้

“ทางคณะกรรมการที่เป็นตัวแทนของชุมชน ได้รับทราบจากตัวแทนภาครัฐแต่เพียงว่า โครงการดังกล่าวติดปัญหาเรื่องกฏระเบียบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ต้องมีการแก้ไขเสียก่อน แต่ชาวบ้านในชุมชนโดยทั่วไป ก็ไม่ทราบว่าโครงการนี้ติดปัญหาอะไรจึงผลิตไฟไม่ได้ ทั้งๆที่สร้างเสร็จมาแล้วเกือบ 6ปี และคิดว่าภาครัฐมาหลอกชาวบ้านหรือเปล่า เจ้าของที่ดินที่เสียสละพื้นที่ให้มาสร้างโรงไฟฟ้า ก็อยากจะได้ที่ดินคืนมาปลูกทุเรียน เพราะเห็นว่าสร้างมาแล้วก็ทิ้งไว้ไม่เกิดประโยชน์  ในฐานะที่เป็นผู้นำของชุมชน จึงอยากจะให้ภาครัฐคือกระทรวงพลังงานเร่งแก้ไขปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว เพราะชาวบ้านรอมานานมากแล้ว “ นายเฉลิม กล่าว

สำหรับการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง  ของกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)  เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานทดแทนให้มากขึ้น  โดยพลังงานน้ำถือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่สะอาดสามารถที่จะนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก และบ้านวังลุงก็มีศักยภาพในเรื่องของน้ำและความพร้อมของชุมชน ที่มีความต้องการโรงไฟฟ้า   พพ.จึงมีการดำเนินโครงการดังกล่าว โดยในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างฝาย ระบบส่งน้ำ อาคารโรงไฟฟ้าและสายส่งไฟฟ้า วงเงิน 21.7 ล้านบาทนั้น คู่สัญญาคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสี่แควการโยธา  เป็นคู่สัญญา ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในวันที่ 8พ.ค. 2555 แต่โครงการได้รับการอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเนื่องจากเหตุอุทกภัย ไปจนถึงวันที่4 พ.ย.2555

และในสัญญาจัดซื้อเครื่องกังหันน้ำเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์ประกอบพร้อมติดตั้งและทดสอบ วงเงิน6.4ล้านบาท นั้น คู่สัญญาคือ บริษัทเพาเวอร์ไนน์ เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด  วันสิ้นสุดสัญญา 9เม.ย. 2555 แต่ได้รับอนุมัติให้ขยายระยะเวลาตามมติคณะรัฐมนตรีไปจนถึงวันที่ 7 ส.ค. 2555

โรงไฟฟ้าพลังน้ำชุมชนบ้านวังลุง ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เมื่อปี2554 ในวงเงิน 28.1ล้านบาท โดยหากดำเนินการได้ จะสามารถ ผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 466,000 หน่วย  หากจำหน่ายในอัตราค่าไฟฟ้าที่ 2.50 บาทต่อหน่วย  จะช่วยคิดเป็นเงินปีละประมาณ 1.1ล้านบาท

คลองวังลุง

กฟผ.ชี้อนาคตต้องปรับระบบไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่นเปิดทางพลังงานหมุนเวียนเสริมความมั่นคงมากขึ้น

เมื่อวันที่25 มิถุนายน 2561การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) จัดสัมมนาสื่อมวลชนในหัวข้อ “เทคโนโลยีเปลี่ยนโลกพลังงาน” โดยนายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการนโยบายและแผน กฟผเป็นผู้บรรยาย ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลลาดพร้าว

ในส่วนพลังงานหมุนเวียนที่ยังมีข้อจำกัดเรื่องความไม่เสถียร ควรพัฒนาในรูปแบบของการผสมผสานระหว่างพลังงานหมุนเวียนกับเชื้อเพลิงหลัก (RE Hybrid Firm) เพื่อลดความผันผวน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตามระยะเวลาสัญญาที่กำหนด เช่น โซลาร์เซลล์กับโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานลมกับเซลล์เชื้อเพลิง เชื้อเพลิงชีวมวลกับโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะกลายเป็นทางเลือกสำคัญสำหรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนในอนาคต ควบคู่กับการพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานเพื่อช่วยให้การจ่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมีเสถียรภาพ ซึ่ง กฟผได้นำร่องโครงการติดตั้งแบตเตอรี่กักเก็บพลังงานแล้วจำนวน แห่ง ได้แก่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน ขนาด เมกะวัตต์ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี ขนาด 21 เมกะวัตต์ชั่วโมง และสถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ ขนาด 16 เมกะวัตต์ชั่วโมง

ทั้งนี้ กฟผ.ได้มีการลงนามความร่วมมือ(MOU)กับสำนักงานพลังงานสากล(IEA) และมหาวิทยาลัยฮาวาย เพื่อให้ทั้งสองหน่วยงานศึกษาสภาพระบบไฟฟ้าของประเทศไทยที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น เช่น กรณีไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนเข้าระบบ 10-30% จะมีผลกระทบอย่างไร ระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ(Smart Grid)จะต้องเป็นระดับใด เป็นต้น เพื่อเป็นแนวทางการสนับสนุนพลังงานทดแทนในประเทศไทยต่อไป โดยคาดว่ารายละเอียดชุดแรกจะเสร็จปลายปี 2561 นี้ และรายละเอียดเจาะลึกข้อมูลต่อไปจะเสร็จในปลายปี 2562

คาเฟ่ อเมซอน ร่วมรณรงค์ลดปริมาณขยะพลาสติก ในโครงการ “Café Amazon for Earth”

คาเฟ่ อเมซอน ร่วมรณรงค์ลดปริมาณขยะพลาสติก ในโครงการ “Café Amazon for Earth นำแก้วมาเองรับส่วนลด 5 บาท” เริ่ม 25 มิถุนายน นี้

นายสุชาติ ระมาศ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ตระหนักถึงปัญหาปริมาณขยะพลาสติก จึงได้จัด โครงการ “Café Amazon for Earth นำแก้วมาเองรับส่วนลด 5 บาท” เพื่อเชิญชวนให้ลูกค้าร้านคาเฟ่ อเมซอน มีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น ด้วยการลดปริมาณการใช้แก้วและหลอดพลาสติกจากการซื้อเครื่องดื่ม โดยลูกค้าจะได้รับส่วนลด 5 บาท เมื่อนำแก้วชนิดใดก็ได้ที่สะอาดพร้อมใช้ และมีขนาดเพียงพอกับเครื่องดื่มปริมาณ  22 ออนซ์ (OZ.)  มาซื้อเครื่องดื่มเมนูเย็นหรือปั่น ที่ร้านคาเฟ่ อเมซอนทุกสาขา ตั้งแต่วันที่ 25 มิถุนายน 2561 – 31 ธันวาคม 2561 ทั้งนี้ โปรโมชั่นดังกล่าวไม่สามารถใช้ร่วมกับ คูปอง ส่วนลด สิทธิประโยชน์ หรือรายการส่งเสริมการขายอื่น ๆ ได้ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.cafe-amazon.com  Café Amazon Official Fan Page และ PTT Contact Center โทร. 1365

กบง.ไฟเขียวจำหน่ายดีเซลB20 วันที่2 ก.ค.นี้

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) มีมติเห็นชอบเริ่มจำหน่ายไบโอดีเซลB20 ในวันที่ 2 ก.ค. 2561 นี้ โดยผู้ค้าน้ำมันทั้ง 7 ราย จะจัดตั้งปั๊มเฉพาะเพื่อให้บริการกับกลุ่มรถบรรทุก 24 รายทั่วประเทศ พร้อมเริ่มทดลองใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยาด้วย ยืนยันจะดูแลราคาน้ำมันกลุ่มดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร คาดราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยปี 2561 ไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมของคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)ว่า ที่ประชุม กบง. มีมติเตรียมประกาศน้ำมันไบโอดีเซลB20(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 20% ในทุกลิตร) ที่ราคาจะถูกกว่าB7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์ม 7% ในทุกลิตร) อยู่ที่ 3 บาทต่อลิตร เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ ค่าโดยสาร และค่าขนส่งไม่ให้ปรับเพิ่มขึ้น หลังจากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจขึ้นไปแตะที่ระดับ 90 – 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล

ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะร่วมกับกระทรวงการคลัง หามาตรการพัฒนาB20 เพื่อใช้สำหรับรถบรรทุกสินค้าและรถโดยสารสาธารณะที่ได้มีการปรับสภาพเครื่องยนต์ไว้แล้ว ซึ่งเป้าหมายหลักในการสนับสนุนน้ำมันดีเซลเกรดพิเศษ มี 2 ประการควบคู่กันคือ เพื่อช่วยดูดซับปริมาณน้ำมันปาล์มส่วนเกิน สร้างเสถียรภาพราคาปาล์มน้ำมันอยู่ระดับไม่ต่ำกว่า 3.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งภายหลังออกข่าวดังกล่าวแล้ว ปรากฏว่าราคาปาล์มปัจจุบันสูงขึ้นอยู่ที่ 4-4.40 บาทต่อกิโลกรัม

ทั้งนี้ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้สามารถรักษาระดับราคาขายปลีกดีเซล B20 ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้ว่าราคาน้ำมันตลาดโลกจะขยับเพิ่มแตะระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก็ตาม ทำให้ไม่จำเป็นต้องขึ้นราคาค่าโดยสารและค่าบริการขนส่งสินค้า

สำหรับน้ำมันดีเซลB20 จะเริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2561นี้เป็นต้นไป โดยเบื้องต้นผู้ค้าน้ำมันฯ 7 ราย เช่น ปตท. บางจาก ไออาร์พีซี ซัสโก้ เป็นต้น จะตั้งสถานีบริการเป็นการเฉพาะให้แก่ผู้ประกอบการรถขนส่งสินค้า 24 รายทั่วประเทศ รวมทั้งจะเริ่มทดลองใช้กับเรือด่วนเจ้าพระยาในวันเดียวกันด้วย สำหรับรถบรรทุก และรถโดยสารที่สามารถใช้B20ได้ จะต้องปรับสภาพเครื่องยนต์ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่าจะมีรถที่สามารถใช้B20 ได้กว่า 50% ของรถบรรทุกและรถโดยสารทั้งสิ้น 8.8 แสนคัน โดยกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน( พพ.)และกรมธุรกิจพลังงาน( ธพ.) จะเข้าไปดูแล รวมทั้งเผยแพร่ข้อมูลต่อไป หลังจาก พพ. ทำการทดสอบB20 แล้วเป็นเวลา 1 ปี ระยะทางกว่า 1 แสนกิโลเมตร ยืนยันว่าไม่ส่งผลกระทบต่อสมรรถภาพเครื่องยนต์

นายศิริ กล่าวด้วยว่า ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยในปี 2561 นี้คาดว่าจะไม่เกิน 100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล หรืออยู่ระดับ 90-100 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ซึ่งกระทรวงฯจะรักษาระดับราคาB20 ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร ขณะเดียวกันB7 ก็จะรักษาระดับไม่เกิน 30 บาทต่อลิตรเช่นกัน จากปัจจุบันราคาขายปลีกB7 อยู่ที่ 28.79 บาทต่อลิตร คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มได้ 3-4 แสนตันต่อปี ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 2.5 ล้านตันต่อปี แบ่งเป็นภาคบริโภค 9 แสนตันต่อปี และB7 อยู่ที่ 1.2-1.3 ล้านลิตรต่อปี ดังนั้นB20 จะเข้ามาดูดซับส่วนเกินได้

GPSCยันซื้อกิจการGLOWคุ้มค่า หวังทำกำไรในอนาคต

บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) มั่นใจซื้อกิจการบริษัท โกลว์ พลังงาน (GLOW) คุ้มค่าเพราะสามารถทำกำไรได้ในอนาคต ชี้ศักยภาพโรงไฟฟ้าเหลือมากกว่า 10 ปี โดยหลังหมดสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)  จะหันมาผลิตไฟฟ้าขายอุตสาหกรรมเป็นหลักเพื่อสร้างความมั่นคงไฟฟ้าประเทศภาคตะวันออกรองรับ EEC

นายเติมชัย บุนนาค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ (GPSC) เปิดเผยว่า บริษัทฯ มั่นใจว่าการเข้าซื้อหุ้นของบริษัท โกลว์ พลังงาน(GLOW) จะเกิดความคุ้มค่า เนื่องจากพิจารณาแล้วพบว่า โรงไฟฟ้าของ GLOW มีศักยภาพผลิตไฟฟ้าสูงในระดับประเทศ แม้จะเป็นโรงไฟฟ้าเก่าหลายโรง แต่มีการดูแลอุปกรณ์เป็นอย่างดี รวมทั้งประเมินแล้วพบว่าเครื่องผลิตไฟฟ้ายังมีอายุเฉลี่ยเหลือไม่ต่ำกว่า 10 ปี หลังจากหมดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ซึ่งสามารถขายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมได้ต่อเนื่อง ซึ่งเป็นเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ต้องการสร้างความมั่นคงทางไฟฟ้าให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศ โดยเฉพาะโรงงานด้านปิโตรเคมีในภาคตะวันออก สำหรับรองรับระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) เมื่อไฟฟ้ามีความมั่นคงจะสามารถดึงดูดนักลงทุนต่างประเทศได้มากขึ้น

อย่างไรก็ตามการเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้ นับเป็นผลดี เนื่องจากบริษัทฯ ไม่ต้องเร่งสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพื่อรองรับกิจการของบริษัทในกลุ่ม ปตท. เพราะโรงไฟฟ้าของ GLOW จะช่วยเพิ่มปริมาณกำลังผลิตไฟฟ้าให้กับบริษัทฯ เพิ่มขึ้นทันทีจาก 1,900 เมกะวัตต์ เป็น 4,800 เมกะวัตต์ ทำให้มีกำลังการผลิตเป็นอันดับ 3 ของประเทศ (อันดับ 1 กฟผ. อันดับ 2 บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน))จากเดิมอยู่อันดับที่ 6 ของประเทศ นอกจากนี้การเข้าซื้อกิจการของ GLOW ในครั้งนี้ถือว่าใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการสร้างโรงไฟฟ้าหลักเพื่อรองรับกิจการของกลุ่ม ปตท. ด้วย

สำหรับกำไรที่ได้หลังจากควบรวมกิจการแล้ว บริษัทฯจะนำไปขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจระบบกักเก็บพลังงาน(Energy Storage) ซึ่งปัจจุบันบริษัทฯมีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอยู่ 10% ของกำลังการผลิตทั้งหมด 1,900 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าอนาคตจะขยายกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเมื่อใช้พลังงานหมุนเวียนรวมกับEnergy Storage จะทำให้การผลิตไฟฟ้าเกิดความมั่นคงเป็นไฟฟ้าฐานของประเทศได้ในอนาคต

นายเติมชัย กล่าวว่า การที่บริษัทเตรียมเข้าซื้อกิจการ โดยเข้าซื้อหุ้นจำนวน 69.11% ของ บริษัท  GLOW จาก Engie Global Developments B.V.  ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ทั้งทางตรงและทางอ้อมในGLOW ที่ราคาหุ้นละ 96.5 บาท ถือเป็นราคาที่เหมาะสมตามการประเมินของสินทรัพย์ที่จะได้มา โดยพิจารณาจากกระแสเงินสดที่จะเข้ามาภายหลังการเข้าถือหุ้นเป็นที่เรียบร้อย รวมถึงจะส่งผลต่อผลประกอบการที่ดีขึ้นในระยะยาว ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างการเติบโตในธุรกิจพลังงานให้กับบริษัท และทำให้บริษัทมีโครงข่ายพลังงานที่เข้มแข็งขึ้น

สำหรับระยะเวลาและขั้นตอนของการดำเนินการในการเข้าซื้อหุ้นของ GLOW หลังจากที่บริษัท ได้ทำหนังสือสัญญาซื้อขายหุ้นกับกลุ่ม Engie Global Developments B.V.ไปแล้วเมื่อวันที่ 20 มิ.ย. 2561 นั้น จะต้องทำการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัท GPSC (EGM) ในวันที่ 24 ส.ค.2561  เพื่อขออนุมัติใน 2 เรื่อง คือ 1.ขอเข้าซื้อหุ้นGLOW และ2.ขออนุมัติการกู้เงิน โดยหลังจากขออนุมัติเรียบร้อยแล้ว ในเดือนต.ค.นี้ จะทำการเข้าซื้อหุ้น 69.11% ซึ่งต้องใช้เงินกู้ระยะสั้นจากการกู้บริษัทแม่ และสถาบันการเงินรวม 1.42 แสนล้านบาท และในช่วงเดือน ต.ค.-พ.ย.2561 จะทำคำเสนอซื้อหุ้นที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์กับผู้ถือหุ้นรายย่อย จำนวน 31% จากนั้น จะเรียกประชุมEGM อีกครั้งในช่วงต้นปี 2562 เพื่อขออนุมัติขอวงเงินเพื่อการออกหุ้นกู้ เพื่อใช้ในการดำเนินการปรับโครงสร้างทางการเงินภายหลังการเข้าซื้อแล้วเสร็จ คาดว่า Deal นี้จะจบในเดือน ต.ค.2561 นี้ และเสร็จสมบรูณ์ ในไตรมาส 1 ปี 2562

ส่วนกรณีเพจของนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า การซื้อหุ้น GLOW ในครั้งนี้จะก่อให้เกิดการผูกขาดกิจการไฟฟ้าของประเทศหรือไม่นั้น ยืนยันว่า บริษัทฯ เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีบริษัท ปตท.ฯถือหุ้นเพียง 22% เท่านั้น และเมื่อควบรวมกิจการแล้วจะทำให้บริษัทฯเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าอันดับ 3 ของประเทศ ซึ่งไม่ใช่รายใหญ่ที่สุดที่จะสามารถครอบงำตลาดด้านไฟฟ้าของประเทศได้ อีกทั้งกิจการไฟฟ้าของประเทศมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ดูแลและมีกฎกติกาที่ชัดเจน โดยบริษัทฯมั่นใจว่าจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งด้านประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในภาคตะวันออก

“เห็นว่าคุณกรณ์ คิดมากไปหรือเปล่า สิ่งที่เราทำเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้ประเทศ ไม่ใช่ก่อให้เกิดการผูกขาดแต่อย่างใด”นายเติมชัย กล่าว

เชฟรอนพร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งก๊าซฯ มั่นใจแข่งได้เพราะความน่าเชื่อถือของแผน

ผู้บริหารเชฟรอนประเทศไทยย้ำ พร้อมเกินร้อยประมูลแหล่งปิโตรเลียม มั่นใจแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์และนวัตกรรมทางเทคโนโลยีที่จะสามารถนำไปใช้ในอนาคตเพื่อพัฒนาการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง หวังความน่าเชื่อถือของแผนและข้อเสนอทางเทคนิคจะทำให้ได้รับความไว้วางใจจากรัฐให้ดำเนินการต่อ

นายไพโรจน์ กวียานันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เชฟรอนประเทศไทย สำรวจและผลิต จำกัด กล่าวในรายการ  “Suthichai Live: แหล่งก๊าซเอราวัณในอ่าวไทย” ทาง Facebook Suthichai Yoon ของนายสุทธิชัย หยุ่น ว่า เชฟรอนฯ มีความมั่นใจและความพร้อมเกิน 100% ในการเข้าร่วมประมูลสิทธิการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติในแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชที่กำลังจะหมดสัมปทานในปี 2565-2566

“เชื่อมั่นว่าจะสามารถแข่งขันได้เพราะมีประสบการณ์การดำเนินการในอ่าวไทย และนอกจากประสบการณ์แล้ว เชฟรอนยังมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่จะสามารถนำมาใช้ในอนาคตเพื่อการผลิตที่ต่อเนื่อง เพราะต่อไปการผลิตก๊าซฯ ในอ่าวไทยจะยากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้น บุคลากรของเรายังมีความพร้อม ที่จะช่วยกันพัฒนาแหล่งก๊าซให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุด” นายไพโรจน์กล่าว

นอกจากนั้น ยังมั่นใจว่า ความน่าเชื่อถือของแผนและเทคนิคที่สามารถปฏิบัติได้จริง ที่เชฟรอนจะยื่นเป็นข้อเสนอการประมูลภายในวันที่ 25 กันยายน นี้ จะทำให้เชฟรอนได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินการต่อไปได้

ทั้งนี้ เชฟรอนฯเป็นผู้ดำเนินการในแหล่งเอราวัณ และได้พัฒนาการผลิตในแหล่งเอราวัณมาตลอดระยะเวลา 36 ปีที่มีการผลิตก๊าซฯจากแหล่งดังกล่าว ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่มีความท้าทายเพราะลักษณะทางธรณีวิทยาที่มีความยากในการขุดเจาะและนำก๊าซฯ ขึ้นมา เพราะมีลักษณะเป็นหลุมเล็กๆ และแต่ละหลุมอยู่ห่างกระจัดกระจายกันไป รวมถึงเป็นหลุมที่มีอุณหภูมิสูงเป็นพิเศษ จึงต้องออกแบบอุปกรณ์ทนความร้อนเป็นการเฉพาะ ทำให้มีต้นทุนในการขุดและบริหารจัดการหลุมสูง

อย่างไรก็ตาม นายไพโรจน์กล่าวว่า แม้ต้นทุนสูง แต่เชฟรอนสามารถบริหารจัดการให้อยู่ได้และสามารถทำการผลิตได้ตามสัญญามาโดยตลอด

นอกจากแหล่งเอราวัณที่เป็นแหล่งสัมปทานในปัจจุบันของเชฟรอนแล้ว นายไพโรจน์กล่าวว่ากำลังพิจารณาข้อมูลรายละเอียดของแหล่งบงกชด้วย