Home Blog Page 45

เริ่มนับหนึ่งPTTOR หลอมรวมใจพนักงานปตท.ที่โอนย้ายมาทำงานในบริษัทใหม่

เริ่มนับหนึ่ง PTTOR ผู้บริหารจัดงานหลอมดวงใจพนักงาน 1,500 คนที่โอนย้ายมาเป็นวันแรก เดินหน้าบรรลุเป้าหมายองค์กร

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 2ก.ค.2561 บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก (PTTOR) ซึ่งเพิ่งได้รับการถ่ายโอนทรัพย์สิน จาก ปตท.และมีผลตามกฎหมาย ตั้งแต่1ก.ค.2561 มีการ จัดงาน Welcome All to PTTOR ให้กับพนักงานกว่า 1,500 คน ที่เดิมเคยเป็นพนักงานของปตท. แต่โอนย้ายมาเป็นพนักงานของ PTTOR  โดยงานดังกล่าว มีผู้บริหารระดับสูง นำโดยนายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. มาร่วมให้กำลังใจ กับพนักงาน

นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ซึ่งเป็นประธานบอร์ด PTTOR กล่าวว่า งานในวันนี้ มีความสำคัญต่อการหลอมรวมแรงใจให้เป็นหนึ่งเดียวในการที่จะเริ่มต้นทำงานเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่องค์กรได้วางไว้

ก่อนหน้านี้ นายเทวินทร์ ซีอีโอ ปตท. ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวว่า การประเมินมูลค่าทรัพย์สินเบื้องต้นที่ปตท. โอนให้กับPTTOR จะมีมูลค่าประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยในส่วนของทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องความมั่นคงด้านพลังงานประเทศ เช่น คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และคลังน้ำมันที่ศรีราชา ,เขาบ่อยา ,บ้านโรงโป๊ะ  จะยังอยู่กับปตท.

ทั้งนี้การดำเนินธุรกิจของPTTOR จะมีความคล่องตัวมากขึ้น แต่จะยังคงที่จะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับนโยบายของรัฐอย่างเต็มที่เหมือนที่เคยดำเนินการมา

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ PTTOR จะเตรียมยื่นแบบเสนอขายหุ้น ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อนำหุ้นบริษัท PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วงเดือนพ.ย.2561 และสามารถเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงไตรมาส 2/2562

รัฐมนตรีพลังงานสั่งตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีสต็อกน้ำมันปาล์มดิบของ GGC หายไปมูลค่า 2,100 ล้านบาท

รัฐมนตรีพลังงาน ให้ GGC รายงานผลตรวจสอบสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบหายภายใน 1-2 วันนี้ ยืนยันไม่มีผลกระทบโครงการน้ำมันดีเซลB20 ที่เริ่มเปิดโครงการวันที่ 2 ก.ค. 2561 เป็นวันแรก ด้านกรมธุรกิจพลังงานระบุ GGC ไม่ได้รายงานสต๊อกปาล์มในเดือนมิ.ย.2561 เพียงรายเดียว ในขณะที่นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซลชี้ สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบหายมีผลกระทบต่อราคาตลาด

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงกรณีน้ำมันปาล์มดิบของบริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC หายไปจากสต๊อกตั้งแต่วันที่ 31 พ.ค. 2561 คิดเป็นมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาทว่า กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างรอผลตรวจสอบข้อเท็จจริงของบริษัท GGC ว่าสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) หายไปจริงหรือไม่ โดยคาดว่า GGC จะรายงานกลับมายังกระทรวงพลังงานใน 1-2 วันนี้  แต่ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบต่อปริมาณ CPO สำหรับใช้ในโครงการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วชนิดพิเศษ B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธ์ 20% ในทุกลิตร) ที่คาดว่าจะใช้ประมาณ 15 ล้านลิตรต่อวัน จากปัจจุบันมีสต๊อกปาล์มอยู่ 4-5 แสนตัน

สำหรับโครงการส่งเสริมการใช้ B20 นั้น กระทรวงพลังงานได้เริ่มเปิดตัวโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 2 ก.ค. 2561 เป็นครั้งแรก โดยผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 จำนวน 5 ราย ได้แก่ บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก, บางจาก,ไออาร์พีซี,ซัสโก้และบริษัท ซัสโก้ดีลเลอร์ จะร่วมเปิดจุดจำหน่ายพิเศษสำหรับบริการกลุ่มรถบรรทุก, รถโดยสารสาธารณะ และเรือโดยสาร เป็นต้น ในราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 3 บาทต่อลิตร โดยจะตั้งปั๊มพิเศษใกล้กลุ่มรถบรรทุก รถโดยสาร แต่ยืนยันว่าไม่มีจำหน่ายในปั๊มน้ำมันทั่วไป เนื่องจากรถกระบะยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าใช้ได้ ซึ่งต้องการพิสูจน์ต่อไป

ทั้งนี้เพื่อช่วยแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มล้นตลาดและรองรับกรณีน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้กระทบต่อค่าขนส่งและค่าโดยสาร กระทรวงพลังงานจึงได้ส่งเสริมให้จำหน่าย B20 ในราคาถูกกว่าดีเซลทั่วไป 3 บาทต่อลิตร ดังนั้นผู้ประกอบการไม่มีความจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าขนส่งและค่าโดยสารอีก

นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมา กรมฯ ได้ขอความร่วมมือให้ผู้ค้าน้ำมันปาล์มต้องแจ้งปริมาณสต๊อกที่มีอยู่ทุกเดือน ซึ่งในเดือนมิ.ย. 2561 ที่ผ่านมา มีเพียงบริษัทฯ GGC เท่านั้นที่ไม่ได้รายงานสต๊อกมาให้กรมฯทราบ ซึ่งกรมฯได้ติดตามแล้ว แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ อย่างไรก็ตาม กรมฯรอผลการตรวจสอบของบริษัทฯอยู่เช่นกัน

นายศาณินทร์ ตริยายนท์ นายกสมาคมผู้ผลิตไบโอดีเซล กล่าวว่า หากสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบของ บริษัท GGC หายจริง ต้องดูว่าหายไปกว่า 7 หมื่นตันจริงหรือไม่ เพราะจะมีผลกระทบต่อราคาน้ำมันปาล์มในประเทศ โดยหากน้ำมันปาล์มหายไปจากที่ผู้ประกอบการรายงานสต๊อกไว้กับภาครัฐ จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันปาล์มที่มีอยู่จริงเหลือน้อยกว่าสต๊อก ซึ่งอาจมีผลให้ราคาน้ำมันปาล์มขยับสูงขึ้น เพราะเห็นว่าของเหลือน้อย แต่หากน้ำมันปริมาณที่หายไปไม่อยู่ในรายงานสต๊อกของภาครัฐ ก็ไม่น่ามีผลต่อราคามากนัก

อย่างไรก็ตามผลผลิตปาล์มจะออกมาอีกใน 1-2 เดือนนี้ ซึ่งจะมีผลให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในระบบสูงขึ้น ซึ่งสามารถทดแทนส่วนที่หายไปของ GGC ได้ ก็จะไม่มีผลกระทบต่อราคาปาล์ม อย่างไรก็ตามคงต้องรอดูผลการตรวจสอบก่อนว่า น้ำมันปาล์มหายไปจริงหรือไม่ สำหรับปัจจุบันราคาผลผลิตปาล์มอยู่ที่ 19 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ (B100) อยู่ที่ 22-23 บาทต่อลิตร

บี.กริม เพาเวอร์ จัดกิจกรรม “Coffee Talk with President” กระชับสัมพันธ์ผู้บริหาร-พนักงาน

บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM โดยฝ่ายทรัพยากรบุคคล จัดงาน “Coffee Talk with President” ครั้งที่ 1 ประจำปี 2561 ณ ห้องประชุมใหญ่ โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ระยอง) เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนางปรียนาถ สุนทรวาทะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด และคณะผู้บริหาร ร่วมพบปะพูดคุย เพื่อเป็นการขอบคุณพนักงานทุกคนที่ทำงานร่วมกันด้วยความตั้งใจตลอดปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งกล่าวถึงนโยบาย และทิศทางในการทำงาน ปี 2561 ซึ่งเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสื่อสารระหว่างผู้บริหารระดับสูงและพนักงาน เพื่อกระชับความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้บริหารและพนักงาน เน้นการสื่อสาร นโยบาย สถานการณ์ต่างๆ ของบริษัทฯ รวมทั้งเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่างๆ เพื่อให้พนักงานทุกท่านได้มีส่วนร่วมในการนำพาบริษัทฯ ไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ร่วมกัน

GGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ”จิรวัฒน์” ลาออก และสต็อกน้ำมันปาล์มดิบหาย

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ต่อการลาออกของ นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ กรรมการผู้จัดการ มีผล 29 มิ.ย. 2561 พร้อมแจ้งผลตรวจสอบพบสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบพบหายคิดเป็นมูลค่า 2,100 ล้านบาท เร่งหาตัวผู้เกี่ยวข้องรับผิดชอบต่อไป

บริษัท โกลบอลกรีนเคมิคอล จำกัด(มหาชน) หรือ GGC ได้ทำหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เมื่อประมาณ 13.00 น.ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท GGC เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. 2561 รับทราบการลาออกจากการเป็นกรรมการผู้จัดการของ นายจิรวัฒน์ นุริตานนท์ มีผลตั้งแต่วันที่ 29 มิ.ย. 2561 เป็นต้นไป โดยยังดำรงตำแหน่งกรรมการบริษัทฯและแต่งตั้งให้นายอัฒฑวุฒิ หิรัญบูรณะ กรรมการบริษัทฯ ทำหน้าที่รักษาการ กรรมการผู้จัดการ แทน

หลังจากนั้น GGC ได้ทำหนังสือแจ้ง ตลท.อีกฉบับถึงปัญหาที่ตรวจพบในกระบวนการจัดหาวัตถุดิบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ว่า บริษัทฯขอแจ้งปัญหาเรื่องวัตถุดิบของบริษัทฯที่ได้ทำการจัดซื้อและเก็บรักษาไว้เป็นวัตถุดิบคงคลัง(น้ำมันปาล์มดิบ หรือ CPO) บริษัทฯเพิ่งพบข้อเท็จจริงซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่าข้อมูลในระบบของบริษัทฯ ณ 31 พ.ค. 61 มีอยู่จำนวน 71,848 ตันและเป็นส่วนที่บริษัทได้ชำระราคาไปทั้งหมดแล้วนั้น มีจำนวนที่แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับปริมาณวัตถุดิบคงคลังที่มีอยู่จริง ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบที่ฝากไว้กับคู่ค้า

ทั้งนี้การตรวจพบ ปัญหาดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่บริษัทฯมีปริมาณวัตถุดิบคงคลังอยู่ในปริมาณสูง คณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีนโยบายให้ฝ่ายจัดการควบคุมปริมาณวัตถุดิบคงคลังให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบ โดยคณะกรรมการฯ จึงได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระเพื่อทำการตรวจสอบเชิงลึก

จากการตรวจสอบพบว่ามีการดำเนินงานของพนักงานเกี่ยวกับการจัดซื้อและรับวัตถุดิบส่วนหนึ่ง ไม่เป็นไปตามขั้นตอนการปฎิบัติงานของบริษัทฯ รวมทั้งกรณีกระทำการนอกเหนือขอบเขตอำนาจที่ได้รับมอบหมาย และอาจเป็นการกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน โดยร่วมรู้เห็นกับบุคคลภายนอกหรือคู่ค้าของบริษัทฯ อีกทั้งมีเหตุให้สงสัยว่าไม่มีปริมาณวัตถุดิบคงคลัง ณ สถานที่เก็บรักษาวัตถุดิบที่ฝากไว้กับคู่ค้าอยู่จริง

สำหรับความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับบริษัทฯ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่าจะสามารถทวงถามหรือติดตามเอาวัตถุดิบคงคลังในส่วนที่ขาดหายไป ซึ่งคิดเป็นมูลค่ารวมกันทั้งสิ้นประมาณ 2,100 ล้านบาทคืนมาจากบุคคลที่มีส่วนต้องรับผิดชอบได้ทั้งหมดหรือมากน้อยเพียงใด ซึ่งบริษัทฯ เชื่อว่าจะสามารถกำหนดมาตรการที่เหมาะสมเพื่อบรรเทาความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบริษัทฯ

อย่างไรก็ตามปัญหาที่เกิดขึ้นตามที่ตรวจพบข้างต้นมิได้กระทบต่อความสามารถของบริษัทฯ ในการดำเนินธุรกิจและการลงทุนตามแผนที่บริษัทฯได้กำหนดไว้ เนื่องจากบริษัทมีสภาพคล่องทางการเงินที่สามารถรองรับการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน รวมถึงแผนการลงทุนในอนาคต โดยหากมีความคืบหน้าในเรื่องนี้บริษัทฯ จะรายงานให้ทราบต่อไป

ปตท.เตรียมโอนทรัพย์สินกว่า1แสนล้านให้PTTOR 1ก.ค.นี้

ปตท.เตรียมโอนทรัพย์สินให้บริษัท ปตท.น้ำมันและค้าปลีก(PTTOR) กว่า 1 แสนล้านบาท  ในวันที่ 1 ก.ค. 2561 และจะเริ่มเห็นพนักงานโอนย้ายไปปฎิบัติหน้าที่ภายใต้บริษัทใหม่วันที่ 2 ก.ค. นี้เป็นต้นไป โดย “ซีอีโอ ปตท.”ยืนยันไม่มีการโอนทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องด้านความมั่นคงทางพลังงานของ ประเทศ เช่นคลังน้ำมัน คลังก๊าซแอลพีจี  ไปให้บริษัทลูก คาด PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ประมาณ พ.ย. 2561 นี้ 

นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท. (PTT) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการโอนทรัพย์สินให้กับบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (PTTOR)ว่า ในวันที่ 1 ก.ค. 2561 นี้ ปตท.จะมีการทยอยโอนทรัพย์สินให้กับบริษัท PTTOR โดยจากการประเมินมูลค่าทรัพย์สินเบื้องต้นจะลดลงเล็กน้อยเหลือกว่า 1 แสนล้านบาท จากเป้าหมายเดิมที่คาดว่าจะมีมูลค่าราว 1.2 แสนล้านบาท เนื่องจากมีทรัพย์สินเพื่อความมั่นคงด้านพลังงานประเทศบางส่วนที่ ปตท. จะเก็บไว้ โดยไม่ได้โอนไปด้วย เช่น คลังก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และคลังน้ำมันที่ศรีราชา ,เขาบ่อยา ,บ้านโรงโป๊ะ เป็นต้น ซึ่งการปรับลดมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ ปตท.ได้ปรับลดมูลค่าการลงทุนในปี 2561 ลงเหลือราว 2.21 แสนล้านบาท จากเดิมที่ 2.47 แสนล้านบาท ซึ่งในวันที่ 2 ก.ค. 2561นี้ จะเริ่มเห็นพนักงานปตท.บางส่วนโอนย้ายเข้าไปเป็นพนักงานในPTTOR

สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ PTTOR จะเตรียมยื่นแบบเสนอขายหุ้น (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อนำหุ้นบริษัท PTTOR เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ช่วงเดือนพ.ย.2561 และสามารถเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) เข้าตลาดหุ้นได้ในช่วงไตรมาส 2/2562

นายเทวินทร์ กล่าวว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกน้ำมันคาดว่ายังเติบโตต่อเนื่อง โดยปตท.จะขยายธุรกิจดังกล่าวไปเติบโตในต่างประเทศเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME)ด้วย เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจค้าปลีกน้ำมันของ ปตท. นั้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนของ SME หากปตท.ขยายธุรกิจไปต่างประเทศก็พร้อมจะนำพา SME ดังกล่าวไปขยายการลงทุนในต่างประเทศให้เติบโตไปด้วยกัน

ปตท. – เคเอสเอส ลงนามสัญญาจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2

นางสาวราอูชัน  เยสบูลาโตวา เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐคาซัคสถานประจำประเทศไทย  (ที่ 4 จากขวา) พร้อมด้วย นายเทวินทร์ วงศ์วานิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 4 จากซ้าย) ร่วมเป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาจ้างก่อสร้างโครงการระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2  ระหว่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และบริษัท JSC “OGCC KazStroyService” (KSS) จำกัด โดยมี นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ที่ 3 จากซ้าย) และ นายราวี เคสวานี่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน บริษัท JSC “OGCC KazStroyService” (KSS) จำกัด (ที่ 2 จากขวา) ร่วมลงนาม

โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติบนบก เส้นที่ 5 ส่วนที่ 2 (ฉะเชิงเทรา – นนทบุรี) นี้ มีระยะทางก่อสร้างรวม 200 กิโลเมตร  กำหนดแล้วเสร็จภายในปี 2564 โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการของกลุ่ม ปตท. ที่เข้าร่วมในโครงการข้อตกลงคุณธรรม ตั้งแต่ปี 2560 เพื่อแสดงถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่มีความโปร่งใส ไม่มีการเรียกรับเงินสินบนหรือประโยชน์อื่นใด รวมทั้งมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญในทุกขั้นตอน โดยมีผู้สังเกตการณ์ร่วมในทุกกระบวนการ

ผู้ว่าการกฟผ. เน้นร่วมมือพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจากDisruptive Technology

ผู้ว่าการกฟผ. แจงแนวทางปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก(Disruptive Technology ) เน้นทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  คู่ขนานการปรับโครงสร้างองค์กรตามการศึกษาของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC)ให้มีขนาดที่เล็กลง แต่มีประสิทธิภาพการแข่งขันกับเอกชนได้ดีขึ้น  ในขณะที่แผนการลงทุนของกฟผ.จะมีการปรับให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือPDP2018 

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานจิบน้ำชายามบ่ายกับสื่อมวลชน เพื่อพูดคุยถึงทิศทางการบริหารงาน กฟผ. หลังจากรับตำแหน่งผู้ว่า กฟผ.คนที่ 14ว่า  เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2561 ว่า กฟผ.อยู่ระหว่างการปรับองค์กรเข้าในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก(Disruptive Technology) โดยจะเน้นการทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จากที่ผ่านมา กฟผ.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันได้มีการลงนามความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานแล้ว ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน),บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และกลุ่ม SCG

โดยในส่วนของความร่วมมือกับ ปตท.นั้น ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านธุรกิจเชื้อเพลิง,ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ,โครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ, ธุรกิจใหม่ และการพัฒนาชุมชนให้ได้รับประโยชน์ร่วมกับ กฟผ.ทั้งนี้คาดว่ากลางเดือน ก.ค. 2561 จะได้เห็นโครงการนำร่องที่ชัดเจนขึ้น  ส่วนความร่วมมือกับ CAT จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก และการร่วมมือกับ กลุ่มSCG จะเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนทุนลอยน้ำ(โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) เป็นต้น

“หมดสมัยแล้วที่เราจะทำอะไรคนเดียว เหมือนธุรกิจมือถือ ไอโฟนก็ไม่ได้ทำโทรศัพท์เองทั้งหมด แต่มีซัพพลายเออร์มาช่วยทำในส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับ กฟผ. ที่ในอนาคต ก็จะต้องมีพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วย ซึ่งจะต้องจะติดตามเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ” นายวิบูลย์ กล่าว

สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรตามการศึกษาของ ทางบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) ซึ่งเป็นที่ปรึกษานั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่เปลี่ยนไป โดยกฟผ.จะต้องปรับตัวให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับเอกชนได้ดีขึ้น มีต้นทุนการดำเนินการที่ลดต่ำลง แต่ยืนยันว่าจำนวนพนักงานที่จะลดลงไปในอีก 4-5ปีข้างหน้านั้น จะไม่ใช้วิธีการปลดหรือเลิกจ้าง แต่จะมาจากการเกษียณอายุงานตามปกติ ปีละ 1,200-1,400 คน   ทำให้พนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน 22,000  จะลดลงเหลือประมาณ 16,000 คน และจะไม่รับพนักงานเพิ่ม  ซึ่งเมื่อองค์กรเริ่มนิ่ง และรู้ว่ามีบุคลากรส่วนไหนที่จำเป็นจะต้องรับเพิ่มให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ จึงจะมีการพิจารณารับเพิ่มเข้ามา

นายวิบูลย์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กฟผ.ดำเนินการตามภารกิจหลัก คือการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ ได้ดีขึ้น  โดยแผนการลงทุน5ปีของกฟผ. จะมีการทบทวนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว ของประเทศฉบับใหม่  หรือ PDP 2018 ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ในระหว่างการดำเนินการ  ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ในอนาคตจะเหลือเท่าไหร่ จากปัจจุบันมีอยู่กว่า 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ

โดยภารกิจสำคัญของกฟผ.ยังจะต้องรับผิดชอบในส่วนของโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวกับความมั่นคง ที่จะต้องมีการกระจายการลงทุนไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศ   ซึ่งจะมีทั้งโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และโรงไฟฟ้าที่สามารถจะสั่งลดหรือเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว รองรับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร เป็นต้น

IRPC ส่งมอบกรวยยางจราจรเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ

IRPC ส่งมอบกรวยยางจราจรเสริมสร้างความปลอดภัย ให้กับกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ  สำหรับใช้ประโยชน์ ในการจัดระเบียบการจราจร และความปลอดภัย ในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการในความดูแลของกรมฯ จำนวน 11 แห่ง       

เมื่อเร็วๆนี้ นาย สุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (IRPC) ส่งมอบกรวยยางจราจร ซึ่งเป็นนวัตกรรมการผลิตเม็ดพลาสติก ที่มีส่วนผสมของน้ำยางธรรมชาติ จำนวน 200 อัน  ให้กับ นายจีระศักดิ์ ศรีพรหมมา รองอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สำหรับใช้ประโยชน์ ในการจัดระเบียบการจราจร และความปลอดภัย ในสถานคุ้มครองและพัฒนาคนพิการในความดูแลของกรมฯ จำนวน 11 แห่ง

BGRIM ลงนามสัญญาจ้างเพาเวอร์ ไชน่า สร้างโซลาร์ฟาร์มใหญ่ที่สุดในอาเซียน

บี.กริม เพาเวอร์ ‘BGRIM’ลงนามสัญญาจ้างเพาเวอร์ ไชน่าบริษัทยักษ์ใหญ่ที่สุดของจีนด้านพลังงานสร้างโซลาร์ฟาร์มใหญ่ที่สุดในอาเซียน มูลค่าลงทุน 420 ล้านเหรียญสหรัฐ

นางปรียนาถ สุนทรวาทะ  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บี.กริม เพาเวอร์  พร้อมด้วย  มร.ด่าว จุง ขัน (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซวน เคา จำกัด (Mr.Dao Trong Khanh, Xuan Cau’CEO) ร่วมลงนามสัญญากับบริษัท เพาเวอร์ ไชน่า หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของจีนซึ่งเชี่ยวชาญด้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศโดย  มร.จี่ เชี่ยวหยง (ที่ 4 จากซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์ ไชน่า อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (Mr.Ji Xiaoyong , Executive Vice President Powerchina International Group Limited)  เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใหญ่ที่สุดในเวียดนามและในอาเซียน มูลค่าลงทุน 420 ล้านเหรียญสหรัฐ  เป็นการร่วมทุน ระหว่าง บมจ.บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (BGRIM) และ บริษัท ซวน เคา จำกัด (Xuan Cau Co., Ltd.) โดยมีคณะผู้บริหารระดับสูงของทั้ง 3 บริษัท ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร ดร.เกฮารด์ ลิงค์ เมื่อเร็วๆ นี้

พพ.เป็นเจ้าภาพจัดประชุมด้านพลังงานทดแทนระดับอาเซียน

กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “ASEAN Renewable Energy Sub-sector Network” ครั้งที่ 25 โดยมีผู้แทนจากสมาชิกอาเซียนแต่ละประเทศที่รับผิดชอบด้านการพัฒนาพลังงานทดแทน รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศที่สนับสนุนให้เกิดการใช้พลังงานทดแทนของภูมิภาคอาเซียนเพิ่มขึ้น เช่น GIZ, USAID และ IRENA เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว ซึ่งจัดขึ้น ณ โรงแรมโนโวเทลกรุงเทพ แพลทินัม ประตูน้ำ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เพื่อพิจารณาตัดสินโครงการด้านพลังงานทดแทน ASEAN Energy Awards การติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงานด้านพลังงานทดแทนในกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียน และการพิจารณาแผนปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในภูมิภาค โดยสมาชิกอาเซียนได้ร่วมกันกำหนดเป้าหมายในการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนร้อยละ 23 ของการใช้พลังงานระดับภูมิภาค ภายในปี 2568