Home Blog Page 4

ปตท.-บางจาก ลดราคาดีเซลพรีเมี่ยม 1บาทต่อลิตร หวังช่วยแก้ปัญหาฝุ่นPM2.5

 ปตท. และ บางจาก ขานรับนโยบายรัฐมนตรีพลังงาน ประกาศลดราคาดีเซลเกรดพรีเมียมลง 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 6-28 ก.พ. 2562 หวังเพิ่มปริมาณการใช้เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 เพราะเป็นน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 ค่ากำมะถันต่ำ ช่วยให้เครื่องยนต์เผาไหม้ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน Energy News Center- ENC รายงานว่า เมื่อวันที่ 5 ก.พ. 2562  ค่ายน้ำมัน ปตท.และบางจาก ได้ประกาศลดราคาน้ำมันดีเซล เกรดพรีเมียม ที่เป็นมาตรฐานยุโรป 5( PTT UltraForce Diesel Premium ) ลง 1 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 6-8 ก.พ. 2562 เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5

โดยราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม ปตท.และบางจาก ในวันที่ 6 ก.พ. 2562 จะอยู่ที่ 28.69 บาทต่อลิตร จากปัจจุบัน(5 ก.พ. 2562)ราคาดีเซลพรีเมียมค่าย ปตท.และบางจากอยู่ที่ 29.69 บาทต่อลิตร ส่วนค่ายน้ำมันอื่น เช่น เชลล์ คาล์เท็กซ์ เอสโซ่ ราคาดีเซลเกรดพรีเมียมยังอยู่ที่ 30.15 บาทต่อลิตร ซึ่งมีราคาต่างจากปตท.ถึงลิตรละ 1.46บาท

ทั้งนี้ ปตท. ระบุว่าน้ำมัน PTT UltraForce Diesel Premium เป็นนํ้ามันดีเซลเกรดพรีเมี่ยมมาตรฐานยูโร 5 ค่ากำมะถันต่ำกว่า 10 ppm รายแรกในประเทศไทย ผ่านการทดสอบเครื่องยนต์ดีเซลคอมมอนเรว ยูโร 5 (IDID) ตามมาตรฐาน CEC F-110-16 (DW-10C) และมีค่าซีเทนสูงสุดถึงจุดที่เครื่องยนต์ต้องการ ทำให้เครื่องยนต์มีพลังเพิ่มขึ้น เร่งได้แรง และมีสารทำความสะอาดสูตรเข้มข้นพิเศษ ทำให้หัวฉีดสะอาด เครื่องยนต์จึงเผาไหม้สมบูรณ์ ทำให้ลดฝุ่นละอองจากการเผาไหม้ลง และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

โดยผู้ใช้รถดีเซลสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม และค้นหาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ที่ร่วมรายการได้ที่ www.pttmap.com หรือ โทร. 1365 Contact Center

ในขณะที่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ต้องการสนับสนุนนนโยบายกระทรวงพลังงานในการส่งเสริมการใช้น้ำมันคุณภาพที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อช่วยลดมลภาวะฝุ่นควันในขณะนี้ ด้วยการลดราคาพิเศษน้ำมันบางจากไฮพรีเมียมดีเซล S ซึ่งเป็นน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม มาตรฐานระดับโลก EURO5 ที่มีค่าซีเทนสูงสุดถึง 70 ผสมสารเพิ่มคุณภาพ Hi Active Cleaning ช่วยให้หัวฉีดสะอาดขึ้น แรงทุกอัตราเร่ง เครื่องยนต์เผาไหม้สมบูรณ์ ลดมลภาวะฝุ่นควัน ลงจากราคาปกติ 1 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 6 – 28 ก.พ. 62 ที่สถานีบริการน้ำมันบางจากกว่า 240 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนั้น ผู้ที่เติมน้ำมันบางจากไฮพรีเมียมดีเซล S ครบ 700 บาท ยังได้รับน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร ฟรี 2 ขวด มูลค่า 30 บาท ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย.61 – 30 เม.ย. 62 หรือจนกว่าของจะหมด และสมาชิกบัตรบางจากยังได้รับคะแนนสะสมเพิ่ม 2 เท่า (มูลค่าส่วนลดสูงสุด 10 สต.ต่อลิตร) รายละเอียดเพิ่มเติม www.bangchakmarketplace.com

การประกาศปรับลดราคาดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ของทั้ง ปตท.และบางจาก นั้น เป็นการสอดรับกับการให้สัมภาษณ์ของ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กับสื่อมวลชน เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2562ที่ผ่านมา ว่าจะขอความร่วมมือ ปตท และบางจาก ในการลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมลง เนื่องจากเป็นน้ำมันมาตรฐานยูโร5 ที่สามารถลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ได้ จากนั้นก็จะขอความร่วมมือกับค่ายน้ำมันอื่นๆ ต่อไป เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่รัฐต้องการเร่งดำเนินการ

กฟผ.เตรียมเสนอแผนลงทุน16โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ใน9เขื่อนหลัก

 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เตรียมทำแผนลงทุนผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำทั้งหมด จำนวน 16 โครงการ รวม 2,725 เมกะวัตต์ ใน 9 เขื่อนสำคัญ เสนอกระทรวงพลังงานพิจารณา โดยกฟผ. เริ่มนำร่องที่เขื่อนสิริธร จ.อุบลราชธานี 45 เมกะวัตต์ คาดผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ในปี 2563  วงเงินลงทุน 2,000 ล้านบาท ในขณะที่แหล่งข่าวระบุ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ หรือ PDP2018 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)เมื่อวันที่24ม.ค.2562ที่ผ่านมาไม่ได้มีการระบุการแบ่งโควต้าการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ระหว่างกฟผ.กับเอกชน  แต่รัฐมนตรีพลังงานอาจกำหนดเป็นนโยบายภายหลังได้

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.ได้เตรียมจัดทำแผนการผลิตไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำจำนวน 2,725  เมกะวัตต์ ร่วมกับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำให้ กระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรี(ครม.)พิจารณาเร็วๆนี้  โดยจะดำเนินการติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ทั้งหมด 9 เขื่อน จำนวน 16 โครงการ เป็นการผลิตไฟฟ้าชนิดเสถียร(Firm)ตามช่วงเวลา

โครงการนำร่องผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ที่เขื่อนสิรินธร

ในเบื้องต้นจะนำร่องผลิตไฟฟ้าโซลาร์ลอยน้ำที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี กำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อขออนุมัติจาก ครม.ให้ดำเนินการ จากนั้นจะเปิดประมูลหาผู้ดำเนินโครงการ โดยตามแผนจะผลิตไฟฟ้าเข้าระบบในปี 2563 คาดใช้เงินลงทุนประมาณ 2,000 ล้านบาท และจะเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าแบบHybrid แห่งแรกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

สำหรับแผนของ กฟผ. จะสร้างโซลาร์ลอยน้ำใน 9 เขื่อน 16 โครงการ กำลังผลิตไฟฟ้ารวม 2,725 เมกะวัตต์ ดังนี้
1.เขื่อนสิรินธร จำนวน 45 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบ(COD)ปี 2563
2.เขื่อนอุบลรัตน์​ จำนวน 24 เมกะวัตต์ COD ปี  ปี 2566
3.เขื่อนภูมิพล เฟส1 จำนวน 158 เมกะวัตต์ COD ปี 2569
4.เขื่อนศรีนครินทร์ เฟส1 จำนวน 140 เมกะวัตต์ CODปี 2569
5.เขื่อนวชิราลงกรณ เฟส1 จำนวน 50 เมกะวัตต์ CODปี 2570
6.เขื่อนศรีนครินทร์ เฟส2 จำนวน 280 เมกะวัตต์ COD ปี 2572
7.เขื่อนภูมิพล เฟส2  จำนวน 300 เมกะวัตต์ COD ปี 2573
8.เขื่อนจุฬาภรณ์ จำนวน 40  เมกะวัตต์ COD ปี 2576
9.เขื่อนบางลาง จำนวน 78 เมกะวัตต์ COD ปี 2576
10. เขื่อนวชิราลงกรณ เฟส2 จำนวน 250 เมกะวัตต์ COD ปี 2574
11.เขื่อนศรีนครินทร์ เฟส 3 จำนวน 300 เมกะวัตต์ COD ปี 2575
12.เขื่อนภูมิพล เฟส 2 จำนวน 320  เมกะวัตต์ COD ปี 2576
13.เขื่อนรัชชประภา เฟส1 จำนวน 140 เมกะวัตต์ COD ปี 2577
14.เขื่อนสิริกิติ์ เฟส1 จำนวน 325เมกะวัตต์ COD ปี 2578
15. เขื่อนรัชชประภา เฟส2 จำนวน 100 เมกะวัตต์ COD ปี 2579
และ 16.เขื่อนสิริกิติ์ เฟส2  จำนวน 175 เมกะวัตต์ COD ปี 2580 

อย่างไรก็ตามการสร้างโซลาร์เซลล์ลอยน้ำคู่กับการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของเขื่อนจะช่วยลดปัญหาช่วงที่เกิดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค)ของประเทศได้ โดยช่วงพีคกลางวันสามารถผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำรองรับความต้องการใช้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้นและในช่วงพีคกลางคืนสามารถใช้น้ำจากเขื่อนผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนกันไป อีกทั้งการสร้างโซลาร์ลอยน้ำไม่เบียดบังพื้นที่ของเกษตรกรแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC)รายงานว่า เมื่อเร็วๆนี้ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ ผู้สื่อข่าว ว่า การดำเนินการโครงการโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ จำนวน2,725เมกะวัตต์ ตามแผนPDP2018 นั้นจะมีการแบ่งโควต้าให้กฟผ.ดำเนินการ จำนวน2,000เมกะวัตต์  ส่วนอีก725 เมกะวัตต์ นั้นจะเปิดให้มีการประมูลเป็นการทั่วไป

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศไทยพ.ศ. 2561-2580(PDP2018) ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.)เมื่อวันที่24ม.ค.2562ที่ผ่านมา ไม่ได้มีการระบุการแบ่งโควต้าการผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ ระหว่างกฟผ.กับเอกชน โดยระบุเพียงกรอบตัวเลขปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่จะจ่ายเข้าระบบ จำนวน 2,725 เมกะวัตต์ ภายในปี 2580  อย่างไรก็ตามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอาจมีนโยบายจัดแบ่งโควต้าการผลิตโซลาร์ลอยน้ำในภายหลังได้ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรอความชัดเจนจากนโยบายต่อไป

แบ่งโควต้าผลิตไฟโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ กฟผ.ได้2,000 เอกชนได้725เมกะวัตต์

รัฐมนตรีพลังงาน เผยแบ่งโควต้าผลิตไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ 2,725 เมกะวัตต์ตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย(PDP2018) ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ดำเนินการเอง2,000 เมกะวัตต์ และเปิดรับซื้อจากเอกชน 725 เมกะวัตต์ โดยต้องรอให้ กฟผ.เริ่มนำร่องก่อน 45 เมกะวัตต์ที่เขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี ในขณะที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทน(พพ.)เตรียมของบประจำปี 2563 ทำโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนขนาดเล็กคาดมีศักยภาพ 200 เมกะวัตต์  

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึง โครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ  ที่บรรจุไว้ใน แผนPDP2018 ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.)แล้วเมื่อวันที่24ม.ค.2562ที่ผ่านมาว่า  กำลังการผลิตที่กำหนดไว้ทั้งหมด 2,725 เมกะวัตต์
จะ แบ่งเป็นการผลิตจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 2,000 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือ 725 เมกะวัตต์ จะเปิดให้รับซื้อเป็นการทั่วไป แต่ต้องรอดูผลการนำร่องโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี กำลังผลิต 45 เมกะวัตต์ ของกฟผ. ก่อน เนื่องจากต้องการให้ราคารับซื้อไฟฟ้า
ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับราคาขายส่งของกฟผ.

ทั้งนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำชับให้กฟผ.สนับสนุนผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลักทั้งการติดตั้งแผงโซลาร์และทุ่นลอยน้ำ แม้ว่าในประเทศจะมีผู้ผลิตไม่กี่ราย เช่นกลุ่มเอสซีจี แต่ก็ไม่ปิดกั้นรายอื่นที่มีศักยภาพจะดำเนินการ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศมากที่สุด

ด้านแหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า  ทางกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.)ได้ เตรียมของบประมาณประจำปี 2563 เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนขนาดเล็กของ พพ. ที่มีกว่า 20 เขื่อนทั่วประเทศ เช่นเดียวกันโดย ก่อนหน้านี้ ทางพพ.ได้เคยมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการดำเนินการเอาไว้ และพบว่าจะมีศักยภาพที่จะผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 200 เมกะวัตต์

จัดงบกองทุนอนุรักษ์ฯให้กลุ่มเกษตรกรใช้”พาราโบล่าโดม”เพิ่มรายได้อย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพลังงาน พร้อมสนับสนุนเกษตรกรเข้าร่วมโครงการระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบล่าโดม)ต่อเนื่อง ผ่านงบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน  หลังสรุปผล ปี 2554 – 2561 มีการติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว 256 ระบบ สร้างรายได้เกษตรกร 66 ล้านบาทต่อปี  

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในการสัมมนาโครงการเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์(พาราโบลาโดม) ปี2561 ว่า กระทรวงพลังงาน พร้อมให้การสนับสนุนโครงการพาราโบลาโดม ที่ยื่นขอรับงบประมาณจากกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(กองทุนอนุรักษ์ฯ) อย่างต่อเนื่อง โดยเห็นว่าเป็นโครงการที่เกิดประโยชน์กับเกษตรกร และกลุ่มชาวบ้าน ที่นำสินค้าเกษตรซึ่งมีความผันผวนมาแปรรูปเพื่อเพิ่มรายได้

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2562 กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)ได้จัดสัมมนาโครงการเผยแพร่ผลการดำเนินงานโครงการสนับสนุนการลงทุนติดตั้งใช้งานระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ ปี 2561 และการจัดตลาดนัดสินค้าอบแห้งจากพาราโบล่าโดม ระหว่างวันที่ 4 – 5 ก.พ.2562นี้ ที่โถงอาคาร C ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์ ถ.วิภาวดีฯ เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลการใช้พาราโบล่าโดมที่อบแห้ง ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรได้หลากหลายชนิด อาทิ กล้วยตาก ข้าวแต๋น ผัก ผลไม้อบแห้ง ถั่วลิสงอบแห้ง แมคคาเดเมีย ลูกเดือย งา เครื่องเทศ สมุนไพร ชา กาแฟ เนื้อสัตว์ ปลา อาหารทะเล อาหารเสริมสุขภาพจากมังคุด และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ไม่ใช่อาหารเช่น ลูกประคบ อาหารสุนัข หมอนยางพารา และกากของเสียที่ได้ภายหลังจากการผลิตก๊าซชีวภาพ เป็นต้น ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้ให้กับกลุ่มเกษตรกร

โครงการระบบอบแห้งพลังงานแสงอาทิตย์ (พาราโบล่าโดม) นั้น ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี 2554 – 2561 โดยติดตั้งแล้ว 256 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่อบแห้งรวม 30,417.9 ตารางเมตร เกิดผลประโยชน์รวม 66 ล้านบาทต่อปี พร้อมลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 4,942 ตันต่อปี ซึ่ง กระทรวงพลังงาน ได้วางเป้าหมายปี 2569 จะติดตั้งระบบได้ถึง 75,000 ตารางเมตร

สำหรับโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปีงบประมาณ 2562 (รอบ2) ที่มีงบประมาณจัดสรร อยู่ที่ 9,287 ล้านบาท และปิดรับข้อเสนอโครงการไปเมื่อวันที่ 25 ม.ค.2562 นั้นมีผู้ยื่นเสนอเข้าร่วมกองทุนฯ กว่า 3.8 หมื่นล้านบาท โดยจะมีการปรับรูปแบบให้ชัดเจนขึ้น และเน้นเฉพาะเจาะจงในโครงการที่เห็นผลสัมฤทธิ์ เข้าถึงชุมชนที่มีศักยภาพ สามารถวัดผลสำเร็จโครงการได้

ด้านนายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน(พพ.) กล่าวว่า สำหรับงบประมาณปี2562(รอบ2) พพ.ได้ยื่นข้อเสนอโครงการฯเป็นวงเงินประมาณ 1,700-1,800 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการต่อเนื่องเช่น พาราโบลาโดม เป็นต้น

รัฐมนตรีพลังงานขอความร่วมมือ ปตท. และ บางจาก ลดราคาดีเซลเกรดพรีเมี่ยม

รัฐมนตรีพลังงาน เตรียมหารือ ปตท.และ บางจาก ให้ลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ซึ่งเป็นน้ำมันชนิดมาตรฐานยุโรป(ยูโร5) ในพื้นที่ กทม.และเขตเมืองใหญ่ เป็นมาตรการระยะสั้น หวังช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า ในสัปดาห์นี้จะหารือกับ ปตท.และบางจาก เพื่อขอความร่วมมือลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยม ในเขตกรุงเทพฯและเขตเมืองที่ประสบปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก(PM2.5) เพื่อจูงใจให้ผู้ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็กหันมาใช้น้ำมันดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยมเป็นน้ำมันที่ผลิตตามมาตรฐานยุโรป5(ยูโร5)ที่สามารถลดปัญหาฝุ่นละออง PM2.5ได้  แต่มีราคาจำหน่ายสูงกว่าราคาดีเซลทั่วไปประมาณ 3.50 บาทต่อลิตร

โดยการขอความร่วมมือดังกล่าว จะเป็นมาตรการระยะสั้นในช่วงวิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 เท่านั้น ซึ่งการลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมี่ยมนั้น เบื้องต้นจะเป็นการลดในส่วนของต้นทุนการจำหน่าย ที่อาจจะมาจากการที่รัฐให้ลดเก็บสำรองน้ำมันเฉพาะมาตรฐานยูโร5 จากปัจจุบันตามกฎหมายให้ผู้ค้าน้ำมันเก็บสำรองน้ำมัน 7% ของการจำหน่าย ซึ่งจะหารือกันอีกครั้งว่าจะให้ลดเหลือเท่าไหร่ โดยอาจลดลงเหลือ 2% ก็ได้  โดยหลังจากการหารือกับ ปตท.และบางจากแล้ว กระทรวงพลังงานจะขอความร่วมมือกับผู้ค้าน้ำมันยี่ห้ออื่นที่จำหน่ายดีเซลเกรดพรีเมี่ยมต่อไป

ทั้งนี้ นายศิริ กล่าวว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 เกิดจากการใช้น้ำมันดีเซล โดยปัจจุบันไทยใช้ดีเซลเป็นเชื้อเพลิงถึง 65 ล้านลิตรต่อวัน ดังนั้นแนวทางแก้ไขปัญหาระยะสั้นจะให้รถเครื่องยนต์ดีเซลขนาดเล็ก หันไปใช้ดีเซลเกรดพรีเมียม มาตรฐานยูโร5 และให้รถเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ไปใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 20%ในทุกลิตร) เนื่องจากB20 ลดปัญหาควันดำได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการโรงกลั่นจึงไม่จำเป็นต้องเร่งปรับปรุงโรงกลั่นเพื่อผลิตน้ำมันมาตรฐานยูโร 5 แต่ให้ดำเนินการปรับปรุงไปตามขั้นตอน

กฟผ. ติดตั้งระบบพ่นละอองไอน้ำบนยอดตึก20ชั้นบรรเทาปัญหาฝุ่นPM2.5

กฟผ. ติดตั้งระบบพ่นละอองไอน้ำบนยอดตึก 20 ชั้น สำนักงานใหญ่ กฟผ. พร้อมฉีดน้ำล้างถนน ช่วยลดฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5  กฟผ. โดยก่อนหน้านี้ได้นำรถดับเพลิงไปช่วยฉีดพ่นละอองน้ำ บริเวณชุมชนรอบพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. พร้อมทั้งแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ไปแล้ว

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยว่า ตามที่หลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงจังหวัดใกล้เคียงกำลังเผชิญกับสภาวะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในอากาศที่สะสมเกินค่ามาตรฐาน และเริ่มมีผลกระทบต่อ สุขภาพอนามัยของพี่น้องประชาชนนั้น กระทรวงพลังงานได้ประสานขอความร่วมมือให้ กฟผ. ติดตั้งระบบพ่นละอองไอน้ำบริเวณดาดฟ้าอาคารในบริเวณพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. ซึ่งจะช่วยให้ละอองไอน้ำขนาดเล็กกระจายสู่อากาศ ช่วยลดและบรรเทาปัญหาการฟุ้งกระจายของฝุ่น PM 2.5 บริเวณพื้นที่ชุมชนโดยรอบได้ส่วนหนึ่ง

สำหรับระบบพ่นละอองไอน้ำที่ติดตั้งในครั้งนี้จะมีลักษณะเป็นหัวฉีดพ่นละอองไอน้ำจำนวนประมาณ 1,000 หัว ติดอยู่บริเวณรอบดาดฟ้าของอาคาร ท.102 ที่เป็นอาคารสูง 20 ชั้น ใช้น้ำประปาที่ผ่านเครื่องกรองมาฉีดพ่น โดยระบบดังกล่าวจะทำงาน 2 ช่วงเวลา คือช่วงเช้าและบ่าย ช่วงละ 4-5 ชั่วโมง

ทั้งนี้ กฟผ. ได้นำรถตรวจวัดคุณภาพอากาศเคลื่อนที่ มาทำการตรวจวัดสภาพอากาศโดยรอบบริเวณอาคารสำนักงานของ กฟผ. และชุมชนใกล้เคียง เพื่อติดตาม การเปลี่ยนแปลงของปริมาณฝุ่นในแต่ละช่วงเวลา

โดยตั้งแต่วันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา ในวันที่เกิดฝุ่นละอองในอากาศ สูงเกินมาตรฐาน กฟผ. ได้นำรถดับเพลิงไปช่วยฉีดพ่นละอองน้ำ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองในอากาศบริเวณชุมชนรอบพื้นที่สำนักงานใหญ่ กฟผ. พร้อมทั้งแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นให้กับโรงเรียนต่าง ๆ ด้วย

ปตท.ร่วมกิจกรรม” Big Cleaning Day ” ของกทม.เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ปตท. เข้าร่วมกิจกรรม Big Cleaning Day  ของทาง กรุงเทพมหานคร ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ 2562   โดยหลังจากนี้ยังมีแผนต่อเนื่องที่จะฉีดน้ำจากยอดตึกเป็นประจำในช่วงเช้ามืดที่ปกติจะมีค่า PM 2.5 สูง หรือพิจารณาตามความเหมาะสมตามปริมาณค่า PM2.5 ที่วัดได้ เพื่อช่วยบรรเทาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center -ENC) รายงานว่า  เพจPTT News  นำเสนอ การเข้าร่วมกิจกรรม Big Cleaning Day  ของทาง กรุงเทพมหานคร ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่3 ก.พ.2562 ที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก ของทางปตท.ซึ่งได้มีการฉีดน้ำไปในอากาศบนอาคารสำนักใหญ่ ปตท. โดยใช้สายดับเพลิงแรงดันสูง เพื่อดักจับฝุ่นละออง

นอกจากนี้ ยังได้ฉีดล้างทำความสะอาดบริเวณพื้นที่สำนักงาน และแนวรั้ว  การฉีดน้ำล้างใบไม้บริเวณหน้าตึก เพื่อชำระฝุ่นให้ไปกับน้ำไม่ฟุ้งกระจายไปในอากาศ เพื่อช่วยลดปัญหามลภาวะสำหรับผู้สัญจรไปมา

ส่วนการดำเนินการที่ผ่านมา นั้นก็มีการติดตั้งหัวฉีดสเปรย์น้ำ ตลอดแนวรั้ว ปตท. ริมถนนวิภาวดีรังสิต เพื่อสเปรย์น้ำจับฝุ่น PM2.5 สำหรับประชาชนที่สัญจรทั่วไปและที่มารอป้ายรถเมล์หน้า ปตท. สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต

ทั้งนี้ ปตท. มีแผนต่อเนื่องที่จะฉีดน้ำจากยอดตึกเป็นประจำในช่วงเช้ามืดที่ปกติจะมีค่า PM 2.5 สูง หรือพิจารณาตามความเหมาะสมตามปริมาณค่า PM2.5 ที่วัดได้ เพื่อช่วยบรรเทาฝุ่นละออง

กดปุ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าจากปาล์มน้ำมันที่โรงไฟฟ้าบางปะกงแล้ววันนี้

โรงไฟฟ้าบางปะกง หน่วยที่3 ของกฟผ.เริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าโดยใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงแล้ววันนี้(2ก.พ)อย่างไรก็ตามราคาผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลาย ณ วันที่ 1ก.พ. ยังอยู่ที่ระดับ 2.51บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานตั้งไว้ที่ต้องการจะยกระดับราคาให้สูงกว่า 3บาทต่อกิโลกรัม

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า พิธีกดปุ่มเริ่มเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าบางปะกง มีขึ้นเมื่อวันที่2ก.พ.2562 โดย นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เดินทางมา เป็นประธาน ซึ่งมีบุคคลสำคัญที่ร่วมในพิธี ประกอบด้วย นายวรพจน์ แววสิงห์งาม รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายธรรมศักดิ์ รัตนธัญญา รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และผู้บริหาร กฟผ.  ณ ห้องควบคุมการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 จ.ฉะเชิงเทรา

ทั้งนี้ กฟผ.มีการขนส่งน้ำมันปาล์มดิบล็อตแรก จำนวน 4,000 ตัน มาทางเรือจากจังหวัดสุราษฎร์ธานีถึงโรงไฟฟ้าบางปะกงตั้งแต่วันที่ 28 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ด้วยน้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าพลังความร้อนบางปะกง หน่วยที่ 3 ในอัตราส่วน 50 : 50  โดยที่  กฟผ. ได้ปรับปรุงอุปกรณ์ของโรงไฟฟ้า ทำให้สามารถใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นเชื้อเพลิงมาผลิตไฟฟ้าได้ประมาณเดือนละ 30,000 ตัน

ซึ่งตามแผนจะสามารถดูดซับน้ำมันปาล์มดิบในตลาดเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรได้ จำนวน 160,000 ตัน โดย กฟผ. จะใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไฟฟ้าได้ 6 เดือน ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – กรกฎาคมนี้

อย่างไรก็ตามเมื่อผู้สื่อข่าวตรวจสอบราคาผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลาย ที่รับซื้อจากเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ซึ่งเปิดเผยที่เว็บไซต์ www.kasetprice.com ณ วันที่ 1ก.พ. 2562 พบว่ายังอยู่ที่ระดับ 2.51บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่กระทรวงพลังงานตั้งไว้ ว่าการช่วยดูดซับน้ำมันปาล์มดิบออกจากตลาดด้วยการนำมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าดังกล่าว เป็นมาตรการหลักที่จะช่วยยกระดับผลปาล์มน้ำมันทั้งทะลายให้อยู่ ในระดับราคาสูงกว่า 3บาทต่อกิโลกรัม

ดังนั้นเมื่อราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันโดยรวมยังไม่สูงขึ้นตามเป้าหมาย มาตรการดังกล่าวจึงเป็นประโยชน์เฉพาะเกษตรกรที่สามารถจำหน่ายผลผลิตภายใต้โครงการนี้เท่านั้น เพราะกฟผ. ตั้งราคารับซื้อผลปาล์มดิบไว้ที่กิโลกรัมละ 3.24 บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า มาตรการนำน้ำมันปาล์มดิบไปเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้าที่โรงไฟฟ้าบางปะกง ในปริมาณ 160,000ตัน ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.)ให้ความเห็นชอบนั้น ทางกฟผ. ประเมินเบื้องต้นว่าจะต้องใช้วงเงินประมาณ 2,880 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าแพงกว่าปกติเป็นเงิน 1,354 ล้านบาท  โดยภาระดังกล่าาว  รัฐบาลจะใช้งบประมาณกลาง ที่เป็นงบส่งเสริมการส่งออกปาล์มน้ำมัน จำนวน525 ล้านบาท ชดเชยเงินให้กับ กฟผ. ส่วนที่เหลืออีก 829 ล้านบาท ทาง กฟผ.จะไปทำความตกลงกับสำนักงบประมาณเพื่อให้ใช้ในรูปแบบรายจ่ายเพื่อสังคมของ กฟผ. มาดำเนินการ  ซึ่งภาระดังกล่าวจะไม่นำมาคำนวณรวมเป็นค่าไฟฟ้าในส่วนค่าเอฟที กับประชาชน

สั่งตรวจสอบข้อเท็จจริง ดีเซลB20ปล่อยสารอันตรายอื่นที่เกิดฝุ่นPM2.5เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่

กรมธุรกิจพลังงาน สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีนักวิชาการระบุน้ำมันไบโอดีเซลB20 ปล่อยสารอันตรายอื่นทั้ง ไนโตรเจนออกไซค์ ไฮโดรคาร์บอน และคาร์บอนมอนอกไซด์  ที่ก่อให้เกิดฝุ่นPM2.5 เพิ่มขึ้นจริงหรือไม่ ระบุหากพบว่าจริงต้องมีการปรับปรุงแก้ไขไม่ให้เกิดปัญหากับสิ่งแวดล้อมต่อไป   ในขณะที่ผู้ประกอบการค่ายรถฮีโน่ และอีซูชุ ยืนยันน้ำมัน B20 ลดค่าควันดำได้ 50% เมื่อเทียบกับรถที่ใช้น้ำมันดีเซลทั่วไป

น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้ผู้ชำนาญการพิเศษของกรมฯ ไปศึกษาหาข้อเท็จจริงว่าน้ำมันไบโอดีเซลมีการปล่อยสารอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมตามที่นักวิชาการบางรายได้กล่าวไว้หรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมากรมฯได้ศึกษาการใช้น้ำมันไบโอดีเซลB20(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์20% ในทุกลิตร) พบว่าช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้ อย่างไรก็ตามเมื่อมีนักวิชาการระบุข้อมูลดังกล่าวออกมา ทางกรมฯจึงต้องเข้าไปตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยหากพบว่ามีผลการศึกษาที่ระบุว่าไบโอดีเซลB20มีการปล่อยสารอันตรายอื่นๆออกมาด้วย  ทางกระทรวงพลังงานจะได้นำข้อมูลข้อเท็จจริงดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่อไป

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมา ผศ.ดร.ณัฐพล ฤกษ์เกษมสันติ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเคมี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง  ออกมาระบุว่า ในอดีตได้มีการศึกษาถึงการปลดปล่อยสารอันตรายจากการใช้น้ำมันไบโอดีเซลสัดส่วนต่างๆ เทียบกับน้ำมันดีเซลมาตรฐาน EURO 4 ซึ่งเป็นน้ำมันแบบเดียวกับที่ใช้ในประเทศไทย โดยมีการทดสอบในรถยนต์อายุ 1 ปีจนถึง 5 ปี
ผลการทดสอบพบว่าปริมาณ PM จากการใช้น้ำมันไบโอดีเซลลดลงจริง แต่สารอันตรายชนิดอื่นเช่น ไนโตรเจนออกไซค์(NOX) ไฮโดรคาร์บอน (HC) และ คาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) กลับมีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่ง NOX ที่เกิดขึ้นจะสามารถทำปฏิกิริยาต่อไปและเกิดเป็น PM2.5 กับ โอโซนในภายหลัง ซึ่งสารอันตรายเหล่านี้เกิดจากกระบวนการสันดาปภายในเครื่องยนต์ดีเซล ที่ไม่สามารถเผาไหม้ได้สมบูรณ์ และปล่อยออกเป็นไอเสีย

ขณะที่นายอำนวย  พงษ์วิจารณ์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ฮีโน่ มอเตอร์สเซลล์ (ประเทศไทย) ออกมาระบุเมื่อวันที่ 31 ม.ค. 2562 ว่าจากการทดสอบการใช้B20 ในรถเมล์ กรุงเทพฯ เปรียบเทียบกับรถเมล์ที่ใช้น้ำมันดีเซลทั่วไป หรือ B7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร ) พบว่าค่าควันดำของรถที่ใช้ B20 ลดต่ำกว่า 50% จากรถที่ใช้ดีเซลทั่วไป เนื่องจากB20 มีค่าออกซิเจนสูง การเผาไหม้สมบูรณ์กว่า

เช่นเดียวกับ นายวิชัย สินอนันต์พัฒน์ กรรมการบริหาร บริษัท ตรีเพชร อีซูซุ เซลล์ จำกัด ที่ออกมาระบุว่า ไบโอดีเซลB20 ช่วยลดควันดำได้จริง ดังนั้นค่ายอีซูซุ จึงได้ประกาศยืนยันว่ารถของอีซูซุที่มีอยู่ 400 กว่ารุ่น โดยวิ่งอยู่บนถนน 3 แสนคัน สามารถใช้B20 ได้ แต่ผู้ใช้รถอีซูซุที่ต้องการใช้น้ำมันB20 จะต้องเตรียมปรับเปลี่ยนอะไหล่ให้พร้อมก่อน โดยสามารถปรึกษากับศูนย์อีซูซุ ก่อนเติมน้ำมันB20 เพื่อไม่ให้เกิดปัญหากับเครื่องยนต์และการใช้งานมีประสิทธิภาพสูงสุด

ปตท.สผ.คาดลงนามPSC แหล่งบงกชและเอราวัณกับกรมเชื้อเพลิงฯได้ปลายเดือนก.พ.นี้

ปตท.สผ.คาดลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)ใน แหล่งปิโตรเลียม บงกช และเอราวัณ กับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นี้หลังจากนั้นจึงจะมีการเปิดเผยแผนการผลิตก๊าซจากทั้งสองแหล่งสำคัญ ว่าจะบริหารจัดการให้มีความต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนดได้อย่างไร

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยถึงความคืบหน้าการลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC )ในแหล่งบงกช และเอราวัณ เมื่อวันที่1ก.พ.2562 ว่า คาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญากับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้ประมาณปลายเดือนกุมภาพันธ์นี้ หลังจากนั้นจึงจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของแผนการลงทุนในทั้งสองแหล่งว่าจะบริหารจัดการให้เกิดความต่อเนื่องตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด และในราคาที่บริษัทชนะการประมูลได้อย่างไร

ทั้งนี้ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวของประเทศฉบับใหม่ หรือPDP2018 ที่ให้ความสำคัญกับเชื้อเพลิงธรรมชาติ  ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในการลงทุนมากยิ่งขึ้น

สำหรับงบลงทุนปี2562 นั้นปตท.สผ.คาดว่าจะใช้เงินลงทุน 1.1แสนล้านบาท  โดยจะมีการลงทุนในหลุมสำรวจ9หลุม คือในเมียนมา5หลุม  มาเลเซีย 3หลุม และออสเตรเลีย 1หลุม รวมทั้งกำลังมองหาการลงทุนในลักษณะMtions ในแหล่งปิโตรเลียมที่มีการผลิตอยู่แล้วและให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดี  เพื่อให้สามารถรับรู้รายได้ ได้ทันที

นอกจากนี้บริษัทยังมีความสนใจในการยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่ โดยเฉพาะในแปลงสำรวจบนบกของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเห็นว่ากรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ควรจะเร่งประกาศเชิญชวนเอกชนในเรื่องนี้โดยเร็ว