Home Blog Page 3

ซีอีโอปตท.เปิดโครงการ ” The EnCony “บนพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ รองรับEECi

กลุ่ม ปตท. เปิด “The EnCony” โครงการอาคารที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์แห่งแรกของบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo)บนพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง เพื่อสนับสนุนเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi 

เมื่อเร็วๆนี้นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นประธานในพิธีเปิดอาคาร “The EnCony” ซึ่งเป็นโครงการอาคารที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์แห่งแรกของบริษัท เอนเนอร์ยี่ คอมเพล็กซ์ จำกัด (EnCo)เพื่อสนุนโครงการพัฒนาพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ ที่เป็นเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EECi

โดย โครงการ“The EnCony” จะเป็นอาคารที่พักอาศัย 4 ชั้นจำนวน 2 อาคาร จำนวนห้องพักรวม 73 ห้องและห้องอาหาร 1 ห้อง ในพื้นที่ 3 ไร่ บนพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ จ.ระยอง โดดเด่นด้วยระบบด้านความปลอดภัยอาคารที่ได้มาตรฐานตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมระบบอนุรักษ์พลังงานจากโซล่าเซลล์ที่ติดตั้งบนหลังคาอาคาร เปิดให้บริการแก่นักวิจัยนิสิต นักศึกษา และบุคลากรของสถาบันวิทยสิริเมธี ทั้งนี้ EnCo ยังมีแผนการพัฒนาที่ดินอีก 3.8 ไร่ เพื่อเป็นที่พักอาศัยเชิงพาณิชย์แบบรายวันและรายเดือน เพื่อตอบสนองความต้องการพักอาศัยของบุคลากร ซึ่งจะปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ EECi ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

‘เหมืองแม่เมาะ’ คว้ารางวัล Thailand Green and Smart Mining Awards 2019

เหมืองแม่เมาะ คว้ารางวัล Thailand Green and Smart Mining Awards ประจำปี 2019 ตอกย้ำการประกอบกิจการเหมืองแร่ที่มีหลักธรรมาภิบาลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย กฟผ. ยืนยันเดินหน้าใช้เทคโนโลยีถ่านหินสะอาด เป็นมิตรสิ่งแวดล้อม

นายประจวบ ดอนคำมูล ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและบริหารเหมืองแม่เมาะ เป็นผู้แทนการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รับมอบรางวัล Thailand Green and Smart Mining Awards ประจำปี 2019 โดยมี พล.อ.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธีมอบรางวัล ภายในการประชุมเสวนาทางวิชาการ เรื่อง “มิติใหม่ เหมืองแร่ไทย ครั้งที่ 2 : ก้าวใหม่จากนโยบายสู่การปฏิบัติ” (The 2nd Thailand Green and Smart Mining Forum 2019 “New step : From Policy to Implementation”) พร้อมร่วมเสวนาในหัวข้อ “ก้าวใหม่ของเหมืองแร่ไทยสู่ Green and Smart Mining” ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา

นายประจวบ กล่าวว่า รางวัล Thailand Green and Smart Mining Awards เป็นรางวัลที่มอบให้กับหน่วยงานที่ประกอบกิจการเหมืองแร่ด้วยหลักธรรมาภิบาล โดย กฟผ. มุ่งมั่นพัฒนาการประกอบกิจการเหมืองแร่ ด้วยหลักธรรมาภิบาล ทำการผลิตและส่งถ่านหินเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าแม่เมาะ ตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างเคร่งครัด

พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน เช่น การนำระบบโทรมาตรมาใช้ในงานสิ่งแวดล้อมด้านฝุ่นและด้านน้ำ นำเครื่อง SSR (Real-time Slope Stability Monitoring) มาใช้ในงานเสถียรภาพผนังบ่อ นำสายพานลำเลียงที่ใช้แล้วมาเป็นกำแพงกันเสียงเพื่อลดระดับเสียงที่แหล่งกำเนิด นำกล้อง Infrared Thermography (IR) มาใช้ในการสำรวจจุดร้อนในพื้นที่บ่อเหมืองและที่ทิ้งดินเพื่อป้องกันการลุกไหม้ของถ่านหิน ซึ่งยืนยันว่าเหมืองแม่เมาะยึดมั่นการใช้ถ่านหินลิกไนต์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นเชื้อเพลิงสะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยังได้ดำเนินการควบคู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนและสังคมโดยรอบ

ทั้งนี้ รางวัล Thailand Green and Smart Mining Awards เป็นรางวัลที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จัดมอบให้กับหน่วยงานที่ได้รับรางวัล “รักษามาตรฐาน เหมืองแร่สีเขียว ปี 2561 ประเภทเหมืองแร่” ของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งต้องเคยได้รับรางวัล EIA Monitoring Award ประเภทเหมืองแร่ “ระดับยอดเยี่ยม” หรือ “ระดับดีเด่น” ของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงได้เข้าร่วมประกาศเจตนารมณ์ร่วมเป็นเหมืองแร่ที่มีธรรมาภิบาลและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปตท.คาดราคาน้ำมันดิบดูไบสัปดาห์นี้แกว่งตัวในช่วง60-63.5เหรียญต่อบาร์เรล

ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) คาดราคาน้ำมันดิบดูไบสัปดาห์นี้แกว่งตัวอยู่ระดับ ‪60.0-63.5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ใกล้เคียงกับสัปดาห์ที่ผ่านมาที่เฉลี่ยอยู่ที่ 62.33 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล  ส่วนราคาน้ำมันเบนซินเคลื่อนไหวในกรอบ‬ 61.0-64.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ต่ำกว่าราคาน้ำมันดีเซล อยู่ที่  73.0-76.5  เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ด้านทบวงพลังงานระหว่างประเทศ(EIA)ชี้ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงรักษาสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทีมวิเคราะห์ตลาดต่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า สัปดาห์ที่ผ่านมา (4-8 ก.พ.2562)ราคาน้ำมันเฉลี่ยรายสัปดาห์ส่วนใหญ่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent)  เพิ่มขึ้น 0.88 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล อยู่ที่ 62.18  เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai)  เพิ่มขึ้น 1.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 62.33 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ส่วนราคาน้ำมันดิบเวสท์เท็กซัสฯ (WTI) ลดลง 0.20 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 53.52 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่งผลให้ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน  95 เพิ่มขึ้น 2.93 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 63.40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 1.58 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 75.60 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

โดยปัจจัยหลักยังมาจากปัญหาทางการเมืองและการค้าจากต่างประเทศ ทั้งนี้ ทบวงพลังงานระหว่างประเทศ หรือ Energy Information Administration (EIA) รายงานปริมาณสำรองน้ำมันดิบเชิงพาณิชย์ในสหรัฐฯ สัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 1 ก.พ. 2562 เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ก่อน 1.3 ล้านบาร์เรล มาอยู่ที่ 447.2 ล้านบาร์เรล ขณะที่ปริมาณการผลิตน้ำมันดิบของสหรัฐฯ ยังคงรักษาสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 11.9 ล้านบาร์เรลต่อวัน
·
สำหรับ‪ราคาน้ำมันดิบ Brent ในสัปดาห์นี้(11-15 ก.พ.2562)จะแกว่งตัวอยู่ในช่วง 59.5-63.0 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ ราคาน้ำมันดิบ WTI จะแกว่งตัวอยู่ระหว่าง 51.0-54.5 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ราคาน้ำมันดิบ Dubai จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 60.0-63.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล‬

‪ขณะที่‬ราคาน้ำมันเบนซิน จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 61.0-64.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดีเซล จะเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ  73.0-76.5  เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

ศาลปกครองสูงสุดยกฟ้องคดีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคฟ้องคณะกรรมการปิโตรเลียม

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยกฟ้อง กรณีที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องคณะกรรมการปิโตรเลียม คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เกี่ยวกับการออกหลักเกณฑ์ระบบจ้างบริการไม่เป็นธรรม และการเจรจาระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560   ในขณะที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ยังเดินหน้ากระบวนการร่างสัญญาการรับสิทธิ์ดำเนินกิจการในแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ บงกช กับบริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอฟเม้นท์ จำกัดและผู้ร่วมทุนที่ชนะประมูล ตั้งเป้าลงนามภายในเดือน ก.พ.2562 นี้ 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2562 ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกฟ้อง กรณีมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยื่นฟ้องร้องคณะกรรมการปิโตรเลียม คณะรัฐมนตรี (ครม.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อขอให้ศาลเพิกถอนประกาศคณะกรรมการปิโตรเลียมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดพื้นที่ที่จะดำเนินการสำรวจหรือผลิตปิโตรเลียมในรูปแบบของสัมปทาน สัญญาแบ่งปันผลผลิต หรือสัญญาจ้างบริการ ซึ่งลงวันที่ 19 ตุลาคม 2560 ที่กำหนดเงื่อนไขการใช้ “ระบบจ้างบริการ” ซึ่งไม่สามารถนำมาใช้ได้จริง และเอื้อประโยชน์กับผู้รับสัมปทานรายเดิม

โดยศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งยกฟ้อง เนื่องจากพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ได้ให้อำนาจคณะกรรมการปิโตรเลียมโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีอำนาจประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และรูปแบบการสำรวจที่เหมาะสม ทำให้จูงใจนักลงทุนมาร่วมแข่งขันได้ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศ ดังนั้นการกำหนดหลักเกณฑ์จ้างบริการที่คณะกรรมการปิโตรเลียมกำหนดไว้ จึงเป็นไปตามกฎหมายแล้ว

ส่วนกรณีกฎกระทรวงกำหนดแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต พ.ศ.2561 นั้น ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า แบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ท้ายกฎกระทรวงที่กำหนดให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมีสิทธิรับส่วนแบ่งปิโตรเลียมส่วนที่เป็นกำไรแทนรัฐ โดยเจรจาราคาตามที่เห็นชอบกับผู้รับสัญญา โดยไม่ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 เป็นการเปิดโอกาสให้เกิดการทุจริต ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า ตามพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514 ได้กำหนดวิธีการขายปิโตรเลียมไว้เป็นการเฉพาะแล้ว แบบของสัญญาตามกฎกระทรวงดังกล่าวจึงเป็นไป ตามบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ.2514  ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำพิพากษายกฟ้อง

ในขณะที่แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน ออกมาระบุถึงความคืบหน้าในการประมูลแหล่งปิโตรเลียมทั้งเอราวัณ และ บงกช หลังจากที่ทราบผลการประมูลไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13ธ.ค.2561ที่ผ่านมาว่า  ทาง กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ(ชธ.)ได้จัดทำร่างสัญญาการได้รับสิทธิ์ในการดำเนินกิจการในแหล่งผลิตปิโตรเลียมเอราวัณ แปลงที่ G1/61 และแหล่งผลิตปิโตรเลียมบงกช แปลง G2/61 เสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยขณะนี้อยู่ที่การตรวจสอบจากทางสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งตามขั้นตอนเมื่อผ่านการพิจารณาจากทางอัยการแล้วจะส่งร่างสัญญากลับมาให้คณะกรรมการปิโตรเลียม ตรวจดูรายละเอียดการแก้ไข เพื่อนำไปจัดทำเป็นหนังสือสัญญาต่อไป

โดยกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ คาดว่าขั้นตอนการจัดทำหนังสือสัญญาจะเสร็จภายในเดือนก.พ. 2562 และจากนั้นจะดำเนินการเซ็นสัญญาระหว่างภาครัฐ คือ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กับ ฝ่ายผู้ชนะประมูลสำหรับแหล่งเอราวัณ แปลง G1/61 คือ บริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ร่วมกับบริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด และผู้ชนะประมูลแหล่งบงกช แปลง G2/61 คือ บริษัท ปตท.สผ. เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายจะลงนามให้เสร็จภายในเดือน ก.พ. 2562 นี้

กกพ.อนุมัติGPSCผ่านคุณสมบัติขายไฟจากโรงไฟฟ้าขยะชุมชน 8เมกะวัตต์

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ออกประกาศ ให้บริษัท  โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติโครงการผลิตไฟฟ้าขยะชุมชน เสนอขายไฟ 8 เมกะวัตต์ ในจ.ระยอง จ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ปี 2564 นอกจากนี้ยังเตรียมออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน จากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP)ไม่ต่ำกว่า 50 เมกะวัตต์ ในเดือน มี.ค.2562

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ได้ออกประกาศผ่านทางเว็บไซต์ กกพ. ประกาศรายชื่อผู้ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ โครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน ในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) หรือ Quick Win Projects อีก 1 ราย คือ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ซึ่งร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดระยอง ดำเนินโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าที่ ต.น้ำคอก อ.เมือง จ.ระยอง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 9.8 เมกะวัตต์ และมีปริมาณเสนอขายไฟฟ้า 8 เมกะวัตต์

โดยหลังจากนี้ GPSC จะต้องไปลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายภายใน 120 วัน เพื่อดำเนินการก่อสร้างโรงไฟฟ้าให้แล้วเสร็จ และสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(COD) ภายในปี 2564

ขณะนี้โครงการ Quick Win Projects มีผู้ผ่านการอนุมัติแล้ว 3 โครงการ ปริมาณเสนอขายไฟฟ้ารวม 18.4 เมกะวัตต์ จากที่เปิดยื่นข้อเสนอจำนวน 12 โครงการ 8 พื้นที่ กำลังผลิตรวม 77.9 เมกะวัตต์ โดย 2 โครงการที่ผ่านการอนุมัติไปก่อนหน้านี้ คือ บริษัท หนองคายน่าอยู่ จำกัด(จ.หนองคาย) มีกำลังผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์ และเสนอขายไฟฟ้า 6 เมกะวัตต์ และอีกโครงการ คือ บริษัท อัลไลแอนซ์ คลีนเพาเวอร์ จำกัด (จ.กระบี่) มีกำลังผลิตติดตั้ง 5 เมกะวัตต์ และเสนอขายไฟฟ้า 4.4 เมกะวัตต์

ทั้งนี้ กกพ.จะเปิดให้ยื่นคำร้องและข้อเสนอขอขายไฟฟ้าโครงการขยะชุมชนไปจนถึงวันที่ 31 มี.ค. 2562  ซึ่งการรับซื้อไฟฟ้าโครงการนี้ ยังเป็นโควตาเก่าในแผนPDP2015 ที่กำหนดรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชน 500 เกมะวัตต์ในปี2579

นอกจากนี้ กกพ.ยังอยู่ระหว่างร่างระเบียบเพื่อออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าขยะชุมชน ในรูปแบบผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก( SPP) หรือ มีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่ต่ำกว่า 10 เมกะวัตต์ได้ ซึ่งจะเป็นการรับซื้อไฟฟ้าตามสัดส่วนในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(PDP)เดิม ที่กำหนดอัตราเงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง(FIT) อยู่ที่ 3.66 บาทต่อหน่วย ภายใต้สัญญาซื้อไฟฟ้า 20-25 ปี คาดว่า จะออกประกาศได้ในเดือน มี.ค.2562 นี้ ซึ่งในส่วนนี้ ยังเหลือปริมาณไฟฟ้าที่จะนำมาเปิดรับซื้อได้ประมาณ 50 เมกะวัตต์

“กุลิศ” ตีกลับโครงการใช้งบกองทุนอนุรักษ์ฯ ปี2562(รอบ2)หลังพบหลายโครงการขาดความชัดเจน

เปิดประชุมนัดแรกของคณะกรรมการกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พิจารณาโครงการขอใช้งบกองทุนฯประจำปี2562 (รอบ2) ปลัดพลังงานสั่งสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(ส.กทอ.) กลับไปพิจารณาข้อมูลโครงการที่ขอรับการสนับสนุนจากกองทุนฯ ใหม่ เนื่องจากรายละเอียดไม่ชัดเจน เร่งประชุมสรุปผู้ผ่านโครงการอีกครั้งก่อนถึงกำหนดเบิกจ่ายงบฯในวันที่ 1 มี.ค. 2562 นี้

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงานและในฐานะประธานคณะทำงานกลั่นกรองกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองกองทุฯฯ ประจำปี 2562 (รอบ 2 ) นัดแรกหลักจากปิดรับผู้ร่วมโครงการไปเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2562 ที่ผ่านมาว่า ได้สั่งการให้สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(ส.กทอ.)ในฐานะฝ่ายเลขาคณะกรรมการกลั่นกรองฯ กลับไปพิจารณารายละเอียดของโครงการที่ขอใช้งบกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานประจำปี 2562(รอบ2)ใหม่ เนื่องจากข้อมูลบางโครงการไม่ชัดเจน อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจะต้องเร่งดำเนินการพิจารณาให้เสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนดเริ่มเบิกจ่ายงบฯ ภายใน 1มี.ค. 2562 ดังนั้นจะต้องเร่งประชุมสรุปผลว่าโครงการใดจะได้รับการจัดสรรงบกองทุนฯ บ้าง และต้องเสร็จก่อนวันที่ 1 มี.ค. 2562 ต่อไป

แหล่งข่าวกระทรวงพลังาน กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองกองทุนฯ ได้พิจารณาโครงการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มงานสนับสนุนไทยนิยม ยั่งยืน ที่ยื่นเสนอขอใช้งบกองทุนฯ เข้ามากว่า 300 โครงการ แต่ผ่านการกลั่นกรองประมาณ 100 โครงการ ซึ่งที่ประชุมยังให้เหตุผลสำหรับโครงการที่ผ่านและไม่ผ่านการพิจารณาไม่ชัดเจนเพียงพอ ส่วนบางโครงการไม่ผ่านการพิจารณาเนื่องจากเอกสารไม่ชัดเจน เช่น โครงการโซลาร์สูบน้ำพลังงานแสงอาทิตย์ เนื่องจากยังไม่มีการอนุญาตเกี่ยวกับการใช้บ่อน้ำบาดาล  เป็นต้น โดยที่ประชุมจะกลับมาพิจารณาอีกครั้งในเร็วๆนี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมา  ส.กทอ.ได้สรุปผลโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนเงินกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ประจำปี งบประมาณ 2562 (รอบ2) ภายหลังปิดรับโครงการเมื่อวันที่ 25 ม.ค. 2562 โดยมีการขอรับการสนับสนุน 1,728 โครงการ คิดเป็นวงเงินรวมกว่า 38,285 ล้านบาท สูงกว่ากรอบงบประมาณที่กองทุนฯ จะจัดสรรได้เพียง 9,287 ล้านบาท

ทั้งนี้โครงการที่ยื่นเสนอของบนั้นแบ่งตามยุทธศาสตร์จัดสรรงบ 5 แผนงาน ประกอบด้วย 1.ยุทธศาสตร์พลังงาน-แผนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมีผู้ยื่นเสนอโครงการรวม 559 โครงการ วงเงินรวม 12,689 ล้านบาท  แต่งบกองทุนฯจัดสรรได้ 3,636 ล้านบาท, 2.ยุทธศาสตร์พลังงาน-แผนพลังงานทดแทน มีผู้ยื่นเสนอโครงการ 509 โครงการ วงเงินรวม 12,960 ล้านบาท แต่งบกองทุนฯจัดสรรได้ 2,247 ล้านบาท,
3.ยุทธศาสตร์พลังงาน-แผนบริหารทางกลยุทธ์ มีผู้ยื่นเสนอโครงการ 11 โครงการ วงเงินรวม 161 ล้านบาท แต่งบกองทุนฯจัดสรรได้ 104 ล้านบาท,4.ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี มีผู้ยื่นเสนอโครงการ 251 โครงการ วงเงินรวม 10,037 ล้านบาท  แต่งบกองทุนฯจัดสรรได้ 2,008 ล้านบาท และ 5.กลุ่มงานสนับสนุนไทยนิยม ยั่งยืน มีผู้ยื่นเสนอโครงการ 397 โครงการ วงเงินรวม 2,435 ล้านบาท แต่งบกองทุนจัดสรรได้ 1,291 ล้านบาท

กฟผ. เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์มดิบตามแผน

กฟผ. เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์มดิบที่โรงไฟฟ้าบางปะกงตามแผน หลังมีผู้เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบแล้ว 32 ราย โดยจะรับซื้อให้ครบตามเป้าหมาย 160,000 ตัน พร้อมยืนยันการพิจารณาคัดเลือกผู้เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์

นายพัฒนา แสงศรีโรจน์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะโฆษก กฟผ. เปิดเผยถึงการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าด้วยน้ำมันปาล์มดิบร่วมกับก๊าซธรรมชาติที่โรงไฟฟ้าบางปะกง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งเริ่มจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ขณะนี้เป็นไปตามแผน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องและจะดำเนินการรับซื้อน้ำมันปาล์มดิบตามเป้าหมายที่ 160,000 ตัน จากปัจจุบันรับซื้อแล้ว 9,000 ตัน

โดยกรมการค้าภายใน เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขการจัดหาผู้เสนอขายน้ำมันปาล์มดิบให้แก่ กฟผ. ซึ่งระบุว่าจะต้องมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50% ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย และเป็นผู้มีความสามารถในการขนส่ง เก็บรักษา และส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบให้กับ กฟผ. ยืนยันดำเนินการตามขั้นตอนต่างๆ ด้วยความโปร่งใส

ทั้งนี้ กฟผ. ให้ความสำคัญกับการรับซื้อ โดยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ได้ร่วมกับกรมธุรกิจพลังงาน พลังงานจังหวัด และพาณิชย์จังหวัด ในพื้นที่ จ.ชุมพร และ จ.สุราษฎร์ธานี ลงพื้นที่ติดตามการซื้อขายผลทะลายปาล์มตามลานเทต่างๆ ในพื้นที่ จ.ชุมพร เช่น ลานเทขวัญจิตร ลานเทหนองเนียน ปาล์มทอง และ จ.สุราษฎร์ธานี ได้แก่ ลานเทเสวียด พบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่รับทราบและมีความเข้าใจในการรับซื้อปาล์มน้ำมันเพื่อนำมาผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นอย่างดี โดยเกษตรกรจะเตรียมสมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) หรือใช้ใบรายงานผลการขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาด้วยทุกครั้งที่มาขายผลปาล์ม และนิยมขายผลปาล์มกับโรงงานสกัดที่เป็นผู้เสนอขายให้กับ กฟผ. โดยตรง เนื่องจากจะได้ราคาสูงกว่าการขายให้ลานเท แต่หากมีระยะทางไกลและผลปาล์มไม่มากจึงจะขายผลปาล์มให้กับลานเท

ด้านบริษัท เจริญน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันปาล์มเจ้าแรกที่ กฟผ. รับซื้อนั้น ได้ดำเนินการตามขั้นตอนหลังจากการรับซื้อผลปาล์มตามเงื่อนไข โดยบริษัทจะรายงานและส่งเอกสารให้พาณิชย์จังหวัด ได้แก่ บันทึกการรับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกร สมุดทะเบียนเกษตรกร (เล่มเขียว) ใบชั่งน้ำหนัก (ซื้อขาย) สำเนาบัตรประชาชน เพื่อใช้เป็นหลักฐาน

กกพ.เตรียมทบทวนมาตรฐานสัญญาคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย

ในอนาคตอันใกล้ ประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะได้เห็นสังคม Prosumer หรือ สังคมที่ประชาชนผันตัวเองมาเป็นทั้งผู้ซื้อและ ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อขายเข้าระบบ หรือขายให้กับเพื่อนบ้านของตัวเอง โดยผ่านระบบสายส่งของการไฟฟ้า ด้วยการลงทุนติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาครัวเรือนหรืออาคาร หรือ โซลาร์รูฟท็อป เนื่องจากมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำลง และอาจต่ำกว่าค่าไฟฟ้าที่พวกเขาเคยซื้อใช้

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ทำให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลคือ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)ต้องเตรียมมาตรการรองรับการผลิตและการซื้อขายไฟฟ้าในรูปแบบใหม่ ซึ่งขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างจัดทำระเบียบและกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เอาไว้รองรับการซื้อขายไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อปเข้าระบบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ตั้งแต่การกำหนดอัตราค่าเช่าสายส่ง (wheeling charge) กำหนดกฎระเบียบและกติกากำกับดูแลการซื้อขายไฟฟ้าที่เหมาะสม รวมถึง กำหนดค่าไฟฟ้าให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้พลังงานที่เปลี่ยนไป และการใช้ไฟฟ้าที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ในปี 2561 (ม.ค.-พ.ย.61) ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของไทยเพิ่มขึ้นในทุกสาขา โดยภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้น 1.2% ภาคธุรกิจ เพิ่มขึ้น 3.0% ภาคอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 0.1% ขณะที่ความต้องการใช้ ไฟฟ้าสูงสุดในระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ 29,968 เมกะวัตต์ ณ วันที่ 24 เม.ย. 2561 ลดลง 1.1% เมื่อเทียบกับ ณ วันที่ 4 พ.ค.  2560 ซึ่งอยู่ที่ 30,303 เมกะวัตต์ โดยการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีจำนวนรวมทั้งสิ้น 172,709 กิกะวัตต์-ชั่วโมง

เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง บวกกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ทำให้ กกพ. จำเป็นต้องสร้างความสมดุลให้กับภาคพลังงานของประเทศ รวมถึงสร้างความเป็นธรรมและยกระดับการให้บริการให้แก่ทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน โดย กกพ. จะจัดทำโครงสร้างค่าไฟฟ้าฐานใหม่ให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2018)  ซึ่งคาดว่าโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่จะแล้วเสร็จในช่วงกลางปีและเริ่มใช้ได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2562 อีกทั้งมีแผนจะทบทวนมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยอีกครั้ง ในปี 2562 นี้ หลังการออกมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยครั้งล่าสุดไปเมื่อช่วงต้นปี 2559 และมาตรฐานสัญญาดังกล่าวถูกใช้มาใกล้ครบ 3 ปีแล้ว ซึ่งการทบทวนครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ให้การคุ้มครองผู้ใช้ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพและมีความเป็นธรรมมากขึ้น

 ปัจจุบัน ประเทศไทยมีผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย (ผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 บ้านอยู่อาศัย และประเภทที่ 2 กิจการขนาดเล็ก) กว่า 20 ล้านรายทั่วประเทศ ซึ่ง สำนักงาน กกพ. มีหน้าที่ดูแลให้เกิดความเป็นธรรมตั้งแต่ระดับสัญญาการให้บริการไฟฟ้าที่ประชาชนทำไว้กับ 3 ผู้ให้บริการไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และกิจการไฟฟ้าสวัสดิการสัมปทานกองทัพเรือ (พื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี) โดยสำนักงาน กกพ. ได้เริ่มปรับปรุงมาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค. 2559 และบังคับใช้มาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ มาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าสำหรับผู้ใช้รายย่อยที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน มีสาระสำคัญ ได้แก่

  1. การกำหนดระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้า ต้องไม่น้อยกว่า 10 วัน นับจากวันที่ลงในใบแจ้งค่าไฟฟ้า หลังจากนั้นหากยังไม่มีการชำระ การไฟฟ้าต้องมีหนังสือแจ้งเตือนอย่างน้อย 5 วัน จึงจะงดจ่ายไฟฟ้าได้ ผู้ใช้ไฟฟ้าจะเสียค่าธรรมเนียมตัด-ต่อกระแสไฟฟ้าต่อเมื่อมีการงดจ่ายไฟฟ้าแล้วเท่านั้น รวมทั้งการต่อไฟฟ้าคืนจะต้องดำเนินการทันทีภายใน 24 ชั่วโมง
  2. สำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าที่มีผู้ป่วยที่ต้องใช้ไฟฟ้าในการเดินเครื่องมือทางการแพทย์เพื่อรักษาพยาบาล สามารถขอขึ้นทะเบียนขอใช้สิทธิการยกเว้นการงดจ่ายไฟฟ้าได้
  3. กรณีมิเตอร์มีความผิดพลาดคลาดเคลื่อน ทำให้เรียกเก็บค่าไฟฟ้าต่ำกว่าจริง และหากจะปรับปรุงยอดเพื่อเรียกเก็บภายหลัง จะเรียกเก็บย้อนหลังได้ไม่เกิน 3 ปี ซึ่งดีกว่าสัญญาเดิมที่เรียกเก็บตามความเป็นจริง ซึ่งอาจย้อนหลังเกิน 5 ปี
  4. การไฟฟ้าต้องจ่ายดอกผลจากการวางเงินประกันการใช้ไฟฟ้าทุก 5 ปี ในรูปแบบการหักลดค่าไฟฟ้า โดยเริ่มคิดดอกผลให้แล้วตั้งแต่ปี 2558 และจะเริ่มจ่ายคืนครั้งแรกในรอบบิลไฟฟ้าเดือน ก.พ. 2563
  5. การจัดส่งใบแจ้งค่าไฟฟ้า ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถแจ้งให้ส่ง ณ สถานที่อื่นๆ เพิ่มเติมตามที่ตกลงได้ นอกเหนือจากส่งไปยังสถานที่ใช้ไฟฟ้า
  6. การไฟฟ้าต้องตรวจสอบมิเตอร์ทุก 3 ปี ให้เกิดความเที่ยงตรงด้วย เป็นต้น

นอกจากนี้ สำนักงาน กกพ. ยังมีหน้าที่ต้องดูแลให้ความเป็นธรรมกับผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ (ประเภท 3 กิจการขนาดกลางประเภท 4 กิจการขนาดใหญ่ และประเภท 5 กิจการเฉพาะอย่าง) ที่มีกว่า 120,000 รายทั่วประเทศ จึงได้ออกมาตรฐานสัญญาให้บริการผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่และมีผลบังคับใช้ล่าสุดไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2561 ที่ผ่านมา สาระสำคัญ ได้แก่

  1. การกำหนดระยะเวลาชำระค่าไฟฟ้าต้องไม่น้อยกว่า 15 วัน นับจากวันที่ลงในใบแจ้งค่าไฟฟ้า หลังจากนั้นหากยังไม่ชำระให้มีหนังสือแจ้งเตือนอย่างน้อย 5 วัน จึงจะงดจ่ายไฟฟ้าได้ และผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเสียค่าธรรมเนียมตัดต่อกระแสไฟฟ้าต่อเมื่อมีการงดจ่ายไฟฟ้าแล้วเท่านั้น การต่อไฟฟ้าคืนต้องดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง เมื่อชำระค่าไฟฟ้าแล้ว ยกเว้นกรณีงดจ่ายไฟฟ้านานเกิน 15 วัน
  2. หากผู้ใช้ไฟฟ้าผิดนัดชำระค่าไฟฟ้า การไฟฟ้ามีสิทธิคิดดอกเบี้ยของจำนวนเงินที่ค้างชำระได้แต่ต้องไม่เกิน 7.5% ต่อปี
  3. หากการไฟฟ้าจำเป็นต้องดับไฟเพื่อการปฏิบัติงานต้องแจ้งผู้ใช้ไฟฟ้าล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 7 วัน และต้องหารือกับผู้ใช้ไฟฟ้าเพื่อให้มีผลกระทบต่อกิจการน้อยที่สุด หากมีจะการยกเลิกกำหนดการดับไฟฟ้า ต้องแจ้งผู้ใช้ทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมงก่อนถึงวันกำหนดดับไฟฟ้า
  4. กรณีมิเตอร์คลาดเคลื่อน เป็นเหตุให้เก็บค่าไฟฟ้าได้ต่ำกว่าความจริงนั้น ปกติมิเตอร์จะตรวจทุก 1-2 ปี ให้เรียกเก็บย้อนหลังได้ไม่เกิน 1-2 ปีที่ตรวจพบ และหากกรณีเก็บเงินเกินกว่าการใช้ไฟฟ้าจริง ต้องคืนเงินภายใน 30 วันนับจากวันที่แจ้งให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทราบ เป็นต้น

การประกาศใช้มาตรฐานสัญญาให้บริการไฟฟ้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ดังกล่าว เป็นการปรับปรุงเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมทั้งกับผู้จำหน่ายไฟฟ้าและผู้ใช้ไฟฟ้า และลดข้อพิพาทระหว่างกัน ซึ่งในส่วนผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อย จะมีการ ปรับปรุงมาตรฐานอีกครั้งในปี 2562 นี้ตามที่ได้กล่าวไปแล้ว ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่จะปรับปรุงต่อไปตามระยะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากเพิ่งเริ่มประกาศใช้มาตรฐานดังกล่าวเมื่อปลายปี 2561 ที่เพิ่งผ่านมานี้เอง และในอนาคต สำนักงาน กกพ. ยังจำเป็นต้องปรับปรุงมาตรฐานสัญญาไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและลักษณะการใช้งานไฟฟ้าในอนาคต ด้วย

กฟผ.เตรียมรับซื้อไฟจากสปป.ลาว2โครงการ 1,489เมกะวัตต์ในปีนี้

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เตรียมรับซื้อไฟฟ้า สปป.ลาว 2 โครงการตามสัญญาในปี  2562  ทั้งไซยะบุรี 1,220 เมกะวัตต์  และน้ำเงี๊ยบ 1 จำนวน 269 เมกะวัตต์ ส่วนโครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย ต้องเลื่อนเข้าระบบ ไม่สามารถผลิตไฟฟ้าให้ไทยได้ทันปี 2562 นี้ จากปัญหาเขื่อนแตกที่ผ่านมา คาดในปี 2562 มีกำลังผลิตไฟฟ้า สปป.ลาว ขายเข้าไทยรวมเกือบ 6,000 เมกะวัตต์ จากกรอบเอ็มโอยู 9,000 เมกะวัตต์  ในขณะที่ แผนPDP2018  กำหนดซื้อไฟฟ้าต่างประเทศ รวม 5,857 เมกะวัตต์​ ​ 

แหล่งข่าวการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า ในปี 2562 ไทยจะรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ 1. โครงการไซยะบุรี จำนวน 1,220 เมกะวัตต์  2.โครงการ น้ำเงี๊ยบ 1 จำนวน 269 เมกะวัตต์ และ 3.โครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย 345 เมกะวัตต์ แต่ล่าสุดโครงการเซเปียน-เซน้ำน้อย ไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากที่ผ่านมาประสบปัญหาเขื่อนแตก ทำให้ต้องเข้าระบบล่าช้ากว่าสัญญาแน่นอน

ดังนั้นจะเหลือเพียงโครงการไซยะบุรีและน้ำเงี๊ยบ1 ที่จะเข้าระบบในปี 2562 เท่านั้น รวมกำลังการผลิตไฟฟ้า 1,489 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมกับไฟฟ้าที่ สปป.ลาว ขายเข้าระบบไฟฟ้าของไทยแล้ว(COD) อีก เกือบ 4,000 เมกะวัตต์ จะทำให้ภาพรวมการรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาว ปลายปี 2562 มีเกือบ 6,000 เมกะวัตต์​ ซึ่งยังเป็นไปตามกรอบความร่วมมือซื้อขายไฟฟ้าระหว่างไทยกับ สปป.ลาว 9,000 เมกะวัตต์ โดยปัจจุบัน สปป.ลาวได้เสนอขายไฟฟ้าเข้ามาอีกหลายโครงการ แต่ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาของรัฐบาลไทย

นอกจากนี้ยังมีโครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำของ สปป.ลาว ที่จะเข้าระบบในปี 2565 คือโครงการน้ำเทิน1 กำลังการผลิต 520 เมกะวัตต์  ได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าไปแล้ว

สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ.2561-2580 หรือ PDP2018 กำหนดให้ปลายแผนมีการซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านรวม 5,857 เมกะวัตต์ คิดเป็นสัดส่วน 9% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศนั้น ปริมาณไฟฟ้าดังกล่าวจะเกิดขึ้นในปี 2580 เป็นต้นไป โดยแผน PDP2018 กำหนดการรับซื้อไฟฟ้าประเทศเพื่อนบ้านในอนาคตไว้ ปีละ 700 เมกะวัตต์ เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งจะเริ่มขึ้นประมาณปี 2569 และทำให้มีกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่มเข้ามารวม 3,500 เมกะวัตต์ และเมื่อรวมกับไฟฟ้าที่ยังมีการผลิตจากต่างประเทศในอนาคตช่วงปี 2580 จะต้องเหลือไฟฟ้า 5,857 เมกะวัตต์ ตามแผน PDP2018

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า สำหรับแผน PDP2018 มีสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากต่างประเทศลดลงเหลือ 9% ช่วงปลายแผน จากแผน PDP2015 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 3 ที่มีสัดส่วนการซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศ 10% เนื่องจากไปเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนมากขึ้น

ทั้งนี้การรับซื้อไฟฟ้าจากต่างประเทศในอนาคตส่วนใหญ่ไทยจะยังคงซื้อจาก สปป.ลาว เป็นหลัก เนื่องจากไฟฟ้าพลังน้ำ มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าถูกเพียง กว่า 2 บาทต่อหน่วย และปัจจุบันมีเพียงกรอบรับซื้อไฟฟ้าจาก สปป.ลาวเท่านั้น ส่วนสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับประเทศจีน 3,000 เมกะวัตต์ ได้หมดอายุไปตั้งแต่ปี 2561 แล้ว จึงยังไม่มีการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างกัน

ปตท.สผ. ขาย LNG โครงการโมซัมบิก ให้เชลล์ 2 ล้านตันต่อปี

ปตท.สผ. เซ็นสัญญาซื้อขาย LNG ในโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย ให้กับเชลล์ ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ในปี 2562 หลังมียอดขายรวมแล้วกว่า 7.5 ล้านตันต่อปี 

บริษัท Mozambique LNG1 Company Pte. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทภายใต้การร่วมทุนของ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. และกลุ่มบริษัทร่วมทุนในโครงการโมซัมบิก โรวูมา ออฟชอร์ แอเรีย วัน ได้ร่วมลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) กับบริษัท เชลล์ อินเตอร์เนชั่นแนล เทรดดิ้ง มิดเดิล อีสต์ (เชลล์) โดยจะรับซื้อก๊าซ LNG ปริมาณ 2 ล้านตันต่อปี เป็นระยะเวลา 13 ปี

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ Mozambique LNG1 Company ได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG กับบริษัท โตเกียว ก๊าซ จำกัด (Tokyo Gas Co., Ltd.) และบริษัท เซ็นทริก้า แอลเอ็นจี จำกัด (Centrica LNG Company Ltd.) จำนวน 2.6 ล้านตันต่อปี นับจากวันที่เริ่มการผลิตไปจนถึงปี 2040 นอกจากนั้น ยังได้ลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG กับบริษัท ซีนุค ก๊าซ แอนด์ พาวเวอร์ สิงคโปร์ เทรดดิ้ง แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (CNOOC Gas and Power Singapore Trading & Marketing Pte. Ltd.) อีก 1.5 ล้านตันต่อปี เป็นเวลา 13 ปีเช่นกัน ส่งผลให้โครงการโมซัมบิกฯ มียอดขายตามสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG มากกว่า 7.5 ล้านตันต่อปี และคาดว่าจะมีการลงนามสัญญาซื้อขายเพิ่มเติมอีก ในอนาคตอันใกล้นี้

นายพงศธร ทวีสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท.สผ. กล่าวว่า การลงนามในสัญญาซื้อขายก๊าซ LNG กับบริษัทต่างๆ ครั้งนี้ นับเป็นความก้าวหน้าที่จะผลักดันให้มีการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (FID) ภายในครึ่งแรกของปี 2562 พร้อมกับช่วยเปิดตลาดก๊าซ LNG ของโครงการโมซัมบิกฯ เพื่อรองรับความต้องการใช้ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก

โครงการโมซัมบิกฯ เป็นหนึ่งในโครงการที่สำคัญตามยุทธศาสตร์ของ ปตท.สผ. ซึ่งให้ความสำคัญกับการลงทุนในพื้นที่ใหม่ๆ ที่มีศักยภาพสูง และมีต้นทุนต่ำ ปัจจุบันโครงการอยู่ในระหว่างเตรียมการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ และก่อสร้างโรงงานผลิตก๊าซ LNG โดยระยะแรกประกอบด้วยโรงงานผลิตก๊าซ LNG 2 สายการผลิต กำลังการผลิตรวม 12.88 ล้านตันต่อปี เพื่อรองรับการพัฒนาแหล่งโกลฟินโญ-อาตุม (Golfinho-Atum) ที่เป็นแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งหนึ่งในโครงการดังกล่าว

สำหรับกลุ่มผู้ร่วมทุนในโครงการโมซัมบิกฯ ประกอบด้วย PTTEP Mozambique Area 1 Limited ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ถือสัดส่วน 8.5%, Anadarko Mozambique Area 1 ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการโครงการ ถือสัดส่วน 26.5%, ENH Rovuma Area Um. S. A. สัดส่วน 15%, บริษัท Mitsui E&P Mozambique Area 1 Ltd. สัดส่วน 20%, บริษัท ONGC Videsh Limited (OVL) สัดส่วน 10%, Beas Rovuma Energy Mozambique Limited สัดส่วน 10% และ BPRL Ventures Mozambique B.V. ถือสัดส่วน10%