Home Blog Page 2

จัดงบกองทุนอนุรักษ์ฯ2,500ล้าน ให้มหาดไทยใช้คัดแยกขยะชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้า

ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เห็นชอบจัดสรรงบกองทุนอนุรักษ์พลังงาน 2,500ล้านบาท ให้กระทรวงมหาดไทย ใช้สร้างระบบคัดแยกขยะชุมชนเพื่อผลิตไฟฟ้าและก๊าซชีวภาพ โดยเป็นงบส่วนที่เหลือจากโครงการที่ยื่นขอประจำปี2562(รอบ2) ซึ่งอนุมัติได้เพียง 6,800 ล้านบาท จากกรอบที่ตั้งไว้ 9,300 ล้านบาท

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยกับสื่อมวลชนเมื่อวันที่14ก.พ.2562 ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานที่มีพล.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เห็นชอบจัดสรรงบกองทุนอนุรักษ์ประจำปี 2562 (รอบ2) ให้โครงการต่างๆที่เสนอเข้ามารวมเป็นเงิน 6,800 ล้านบาท จากวงเงินรวมประมาณ 9,300 ล้านบาท โดยส่วนที่เหลือไม่เกิน 2,500 ล้านบาท ได้มอบหมายให้กระทรวงพลังงานหารือกับกระทรวงมหาดไทย เพื่อนำไปส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ดำเนินการสร้างระบบคัดแยกขยะชุมชนครบวงจร สำหรับนำขยะมาผลิตเป็นเชื้อเพลิงในรูปแบบไฟฟ้าและก๊าซชีวภาพ คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนภายในวันที่ 1 เม.ย. 2562 นี้

สำหรับโครงการที่ไม่ได้รับอนุมัติ ได้แก่ โครงการที่เป็นรูปแบบสาธิต อาทิ เปลี่ยนหลอดไฟ เปลี่ยนเครื่องปรับอากาศ ซึ่งแนะนำให้ขอใช้งบประมาณปกติ, โครงการที่เป็นกรอบการทำงานย่อย และโครงการที่เป็นไปตามนโยบายรัฐบาลแต่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยทั้งหมดสามารถกลับมาขอเงินจากกองทุนฯได้ในปีงบประมาณ 2563

“โครงการบางส่วนเองก็เห็นว่าดีอย่างการใช้พลังงานแสงอาทิตย์เพื่อการขุดเจาะบ่อบาดาลพบว่าเป็นโครงการที่ดีเป็นประโยชน์ต่อเกษตรกร แต่บางส่วนทำไม่ทันและหลายโครงการที่ดีอาจจะพลาดไปในแง่ของเอกสารอะไร ก็ขอให้ไปปรับปรุงเพื่อที่จะนำมาเสนองบประมาณปี 2563 ที่จะจัดสรรวงเงินสนับสนุนต่อไป”นายศิริกล่าว

กฟผ.ลงนามซื้อปาล์มน้ำมันกับผู้จำหน่าย22รายแล้วรวมปริมาณ83,000ตัน

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ลงนามร่วมกับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ 22 รายแล้ว วันนี้(14ก.พ.2562) รวมปริมาณ 83,000 ตัน จากเป้าหมายที่ต้องการรับซื้อ 160,000ตัน เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ที่โรงไฟฟ้าบางปะกง หน่วยที่ 3 หวังช่วยยกระดับราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันให้สูงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม อย่างไรก็ตามราคาผลิตปาล์มน้ำมันทั้งทะลาย ณ วันที่13ก.พ.2562 ยังอยู่ที่ประมาณ2.66บาทต่อกิโลกรัม

วันนี้ (14 กุมภาพันธ์ 2562) นาย ศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานในพิธีลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กับผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ จำนวน 22 ราย ในปริมาณรวม 83,000 ตัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการตามมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศของรัฐบาล โดยมีนางจินตนา ชัยวรรณาการ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี กระทรวงพาณิชย์ นายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ กฟผ. นายธวัชชัย จักรไพศาล รองผู้ว่าการเชื้อเพลิง และผู้บริหาร กฟผ. เข้าร่วมในพิธี ณ ห้องออดิทอเรียม ชั้น 3 อาคาร ท.103 สำนักงานใหญ่ กฟผ. อ.บางกรวย จ.นนทบุรี

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) กล่าวว่า การลงนามสัญญาซื้อขายน้ำมันปาล์มดิบให้ กฟผ. ในครั้งนี้มีผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบทั้งสิ้น 22 ราย ปริมาณน้ำมันปาล์มดิบ 76,000 ตัน และเมื่อรวมกับปริมาณที่รับซื้อเพื่อทดสอบการเดินเครื่องผลิตไฟฟ้า จำนวน 7,000 ตัน จะเป็นปริมาณน้ำมันปาล์มดิบที่มีการลงนามสัญญาแล้วทั้งสิ้น 83,000 ตัน โดยผู้จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบทั้ง 22 ราย เป็นผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจากกรมการค้าภายในว่า มีคุณสมบัติครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ที่คณะอนุกรรมการบริหารและกำกับดูแลมาตรการปรับสมดุลน้ำมันปาล์มในประเทศกำหนด คือ ต้องมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบขั้นต่ำไม่น้อยกว่า 50% ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย และเป็นผู้มีความสามารถในการขนส่ง เก็บรักษา และส่งมอบน้ำมันปาล์มดิบให้กับ กฟผ. ซึ่งผู้ที่มีสิทธิ์เสนอจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบได้เสนอราคารับซื้อผลปาล์มน้ำมันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมส่งเสริมการเกษตร ตั้งแต่กิโลกรัมละ 3.10 – 3.25 บาท ซึ่งสามารถช่วยพยุงราคาผลปาล์มน้ำมันให้สูงกว่า 3 บาทต่อกิโลกรัม

ด้านนายวิชัย โภชนกิจ อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมฯได้ขยายเวลารับสมัครผู้ประสงค์จำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบให้ กฟผ. ไปจนถึงวันที่ 15 ก.พ.2562 พร้อมปรับปรุงเงื่อนไขให้เป็นผู้มีที่สต๊อกน้ำมันปาล์มดิบไม่น้อยกว่า 25% ของปริมาณที่เสนอจำหน่าย จากเดิมกำหนดไว้ 50% ทั้งนี้เพื่อให้ได้น้ำมันปาล์มดิบครบตามเป้าหมาย 160,000 ตัน

อย่างไรก็ตามเป้าหมายราคาผลผลิตปาล์มที่ภาครัฐตั้งไว้ว่าเกษตรกรต้องมีราคาผลปาล์มไม่ต่ำกว่า 3.20 บาทต่อกิโลกรัมนั้น ขณะนี้เข้าใกล้เป้าหมายแล้ว โดยหากผู้จำหน่ายปาล์มส่งมอบปาล์มที่ได้ลงนามในครั้งนี้ทั้งหมดภายใน 2 เดือน คาดว่าจากนั้นไม่เกิน 1 สัปดาห์ราคาผลปาล์มจะเข้าสู่เป้าหมายที่ 3.20 บาทต่อกิโลกรัมได้

อย่างไรก็ตาม เว็บไซต์ www.kasetprice.com รายงานราคาผลผลิตปาล์มน้ำมันทั้งทะลาย ณ วันที่ 13ก.พ.2562 ยังมีระดับราคาอยู่ที่ 2.66บาทต่อกิโลกรัม

ฉลากเบอร์ 5 ติดดาว ★ รูปแบบใหม่ ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ

เชื่อว่าทุกคนคงจะคุ้นเคยกับฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการมากว่า 25 ปี ซึ่งที่ผ่านมาได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคมาโดยตลอด เนื่องจากความเชื่อมั่นในผลการทดสอบการประหยัดไฟฟ้า จนกลายเป็นความนิยมและเป็นปัจจัยหลักประการหนึ่งของผู้บริโภคในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่จะต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เป็นตัวเลือกแรกๆ

ล่าสุด กฟผ. ได้จัดทำมาตรฐานการประหยัดพลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 ให้สูงขึ้นกว่าฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 เดิม โดยปรับให้เป็น “ฉลาก ประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 ติดดาว” โดยมีจุดประสงค์เพื่อพัฒนา ประสิทธิภาพของเครื่องใช้ไฟฟ้า และให้ข้อมูลที่ชัดเจนยิ่งขึ้นแก่ผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจในการเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าได้ง่ายกว่าเดิม

โดยฉลากประหยัดไฟฟ้า เบอร์ 5 รูปแบบใหม่ แบ่งเกณฑ์ระดับประสิทธิภาพพลังงานออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ เบอร์ 5 เบอร์ 5 ★ เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★

ซึ่งยิ่งมีจำนวนดาวมาก ยิ่งแสดงถึงการประหยัดไฟที่มากขึ้น โดยแต่ละระดับสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5 – 10

เครื่องใช้ไฟฟ้าและผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่นี้ ได้เริ่มวางจำหน่ายแล้ว ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา

หน้าตาของฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ มีข้อแตกต่างจากกฉลากเก่า ที่สำคัญๆ คือ ฉลากใหม่จะเพิ่มความชัดเจนของค่าไฟฟ้า และจะแสดงระดับประสิทธิภาพของค่าพลังงาน 4 ระดับ คือ เบอร์ 5, เบอร์ 5 ★, เบอร์ 5 ★★ และ เบอร์ 5 ★★★ รวมถึงเพิ่มที่อยู่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้บริโภคเข้าไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมได้

ทั้งนี้ สามารถเข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติมฉลากประหยัดไฟฟ้ารูปแบบใหม่ ได้ที่ http://labelno.5.egat.co.th ซึ่งจะมีรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองจาก กฟผ. และมีรายละเอียดของฉลากแต่ละผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบความถูกต้องของฉลากได้ด้วยตนเอง ต่อไปนี้ หากจะเลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า อย่าลืมมองหาฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 รูปแบบใหม่ สังเกตง่ายๆ คือ ฉลากที่มี “ดาว” ★ ปรากฏบนฉลาก ดาวยิ่งมาก ยิ่งประหยัดไฟ !!!

IRPC กำไรสุทธิ ปี’61 หด 32% อยู่ที่ 7.7 พันล้านบาท เหตุขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

IRPC เผยผลประกอบการปี 2561 กำไรสุทธิ 7,735 ล้านบาท ลดลง 32% จากปีก่อน เหตุราคาน้ำมันดิบตลาดโลกลดลง ทำขาดทุนสต๊อกน้ำมันกว่า 1,200 ล้านบาท แต่รายได้รวมทั้งปีเพิ่มขึ้น 31% อยู่ที่ 2.58 แสนล้านบาท เตรียมงบลงทุน 5 ปี กว่า 1 แสนล้านบาท

นายนพดล ปิ่นสุภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยผลประกอบการปี 2561 มีรายได้สุทธิ 258,919 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31% จากปี 2560 ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพโรงกลั่นน้ำมันหลังการปิดซ่อมบำรุงใหญ่ตามแผนในไตรมาส 1/2560 ขณะที่กำไรสุทธิ อยู่ที่ 7,735 ล้านบาท ลดลง 32% เนื่องจากราคาน้ำมันดิบช่วงปลายปีที่ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว จากปริมาณการผลิตน้ำมันดิบโดยเฉพาะสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจโลกขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ สาเหตุจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ส่งผลให้บริษัทขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันสุทธิรวม 1,238 ล้านบาท ส่วนกำลังการกลั่น เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน อยู่ที่ 208,000 บาร์เรลต่อวัน

สำหรับแผนการลงทุน 5 ปี (2562-2566) คณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2562 มีมติอนุมัติวงเงินลงทุน 105,184 ล้านบาท แบ่งเป็นงบลงทุนที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจน 71,043 ล้านบาท และงบสำหรับสร้างโอกาสลงทุนอื่น 34,141 ล้านบาท และคณะกรรมการบริษัทฯ ยังเห็นชอบให้บริษัทเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนของบริษัท 2DMaterialsPte.Ltd. (2DM) ประเทศสิงคโปร์ ในสัดส่วน 20% ของทุนจดทะเบียน มูลค่าการลงทุน 2 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 46.62 ล้านบาท คาดว่าจะลงนามในสัญญาต่างๆ แล้วเสร็จภายในไตรมาส 1 ปี 2562 นี้

ทั้งนี้ การเข้าซื้อหุ้นเพิ่มทุนจะสนับสนุนให้บริษัทเข้าถึงเทคโนโลยีการผลิตวัสดุกราฟีน (Graphene) และเทคนิคในการประยุกต์ใช้งาน เนื่องจาก 2DM เป็นเจ้าของเทคโนโลยีและเป็นผู้ผลิตวัสดุกราฟีน นอกจากนั้นยังสามารถนำมาต่อยอดกับผลิตภัณฑ์โพลิเมอร์ให้มีคุณสมบัติโดดเด่นตอบสนองความต้องการของลูกค้า ซึ่งเป็นการดำเนินการตามกลยุทธ์สู่ความเป็นเลิศด้านนวัตกรรมของบริษัท

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการบริษัทฯ ยังมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น อนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2561 ในอัตราหุ้นละ 9 สตางค์ รวมเป็นเงิน 1,839 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 24% ของกำไรสุทธิปี 2561 โดยได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล งวดครึ่งปีแรกไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท เป็นเงิน 2,043 ล้านบาท

นายนพดล กล่าวด้วยว่า IRPC ยังคงดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ GDP (Power of Growth, Power of Digital และ Power of People) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์เป็น “บริษัทปิโตรเคมีชั้นนำของเอเชียในปี 2563” ส่วนภาพรวมในอนาคต นายนพดล มองว่า IRPC มีหน่วยงานวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่แข็งแกร่ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและสนับสนุนการเติบโตขององค์กรในระยะยาวให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

“ศิริ”ประกาศ3มาตรการเร่งด่วนลดฝุ่นPM2.5

รัฐมนตรีพลังงาน ประกาศ 3 มาตรการเร่งด่วนลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กPM2.5 ได้แก่ การลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียม  การให้โรงกลั่นเริ่มปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันดีเซลจากยูโร4 เป็นยูโร4 พลัส ที่ลดค่ากำมะถันเหลือ 30 PPM และเร่งรณรงค์การใช้น้ำมันดีเซล B20 ในรถกระบะ โดยจะสรุปรายละเอียดร่วมกับโรงกลั่นอีกครั้งภายในสิ้นเดือนก.พ. 2562   นี้

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่13ก.พ.2562ว่า กระทรวงพลังงานได้หารือกับกลุ่มโรงกลั่น 6 รายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5  โดยกระทรวงพลังงานจะออก3มาตการเร่งด่วน  ได้แก่ 1.ลดราคาน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมลงอีกครั้ง เพื่อให้ราคาใกล้เคียงกับดีเซลทั่วไป แม้ก่อนหน้าผู้ค้าน้ำมันได้ลดราคาลงไปแล้ว 1 บาทต่อลิตรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้ดีเซลเกรดพิเศษเพิ่มขึ้น และในอนาคตอาจกำหนดเป็นมาตรการด้านราคาระยะยาวต่อไป ซึ่งอาจใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาสนับสนุน แต่ทั้งนี้ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมต่อไป

พร้อมกันนี้จะมีการจัดโซนนิ่งให้เกิดการจำหน่ายดีเซลเกรดพรีเมียมมากขึ้นโดยเฉพาะพื้นที่ที่มีค่าฝุ่นPM 2.5 สูง เช่น กรุงเทพฯ ปริมณฑล เชียงใหม่  สงขลา ภูเก็ต เป็นต้น  โดยราคาดีเซลเกรดพรีเมียมปัจจุบันอยู่ที่ 28.69 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาดีเซลทั่วไปอยู่ที่ 26.09 บาทต่อลิตร

ทั้งนี้ปัจจุบันมีโรงกลั่นน้ำมัน2 แห่งที่ผลิตน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร5ได้คือ โรงกลั่นของบริษัท  พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ จีซี และโรงกลั่นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  ซึ่งผลิตน้ำมันดีเซลเกรดพรีเมียมได้รวมกัน 500 ล้านลิตรต่อเดือน หรือคิดเป็นการจำหน่ายเพียง 25% ของความต้องการใช้น้ำมันดีเซลทั้งประเทศ ที่ใช้อยู่ประมาณ 2,000 ล้านลิตรต่อเดือน

สำหรับมาตรการที่ 2 คือ ให้ทุกโรงกลั่นกลับไปศึกษาแนวทางการปรับปรุงคุณภาพน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร4 ที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน ให้เป็นมาตรฐานยูโร4 พลัส คือ ลดค่ากำมะถันลงเหลือ 30 PPM จากปัจจุบันที่มีค่ากำมะถัน 50 PPM  ซึ่งจะช่วยลดค่าฝุ่น PM2.5 ลง ได้ 10-15% โดยมาตรการนี้อาจทำให้ต้นทุนโรงกลั่นสูงขึ้น แต่กระทรวงพลังงานจะมีมาตรการช่วยเหลือ โดยการปรับลดสำรองน้ำมันดิบของผู้ค้าลงจาก 6% ของปริมาณการจำหน่าย เหลือเพียง 1-2% ของปริมาณการจำหน่าย ส่วนน้ำมันสำเร็จรูปให้คงอัตราสำรองเท่าเดิมที่ 1% ของการจำหน่าย ทั้งนี้จะมอบหมายให้กรมธุรกิจพลังงานออกเป็นประกาศกรมฯต่อไป

และ3 มาตรการเร่งรณรงค์การใช้น้ำมันไบโอดีเซล B20 (น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์20% ในทุกลิตร) จากเดิมที่ใช้ได้เฉพาะรถขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก รถโดยสารสาธารณะ ก็จะหารือกับค่ายรถยนต์เพื่อให้ประกาศว่ารถกระบะรุ่นใด ยี่ห้อใดใช้ B20 ได้บ้าง เพื่อจูงใจให้ประชาชนหันมาใช้B20 ผ่านการจำหน่ายที่ปั๊มทั่วไปมากขึ้น โดยราคาB20 ปัจจุบันถูกกว่าดีเซลทั่วไป 5 บาทต่อลิตร อย่างไรก็ตามมาตรการลดราคาB20ให้ต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 5 บาทต่อลิตร จะสิ้นสุดในวันที่ 28 ก.พ. 2562 นี้ และจะกลับมาลดราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไปเพียง 3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันปัญหาค่าฝุ่นละอองเป็นมาตรการเร่งด่วนที่ต้องแก้ไข ดังนั้นกระทรวงพลังงานจะพิจารณาอีกครั้งว่าจะให้ต่ออายุการลดราคาต่ำกว่าดีเซลทั่วไป 5 บาทต่อลิตรต่อหรือไม่ โดยทั้ง 3 มาตรการเร่งด่วน จะมีการสรุปรายละเอียดที่ชัดเจนอีกครั้งภายในสิ้นเดือนก.พ. 2562 นี้ต่อไป

นอกจากนี้กระทรวงพลังงาน ยังเตรียมออกประกาศให้น้ำมันดีเซลที่จำหน่ายในประเทศไทยต้องเป็นมาตรฐานยุโรป5 หรือ ยูโร5 ภายในปี 2566 ซึ่งเร็วกว่ากำหนดเดิมที่คาดว่าจะปรับปรุงโรงกลั่นเสร็จในปี 2567-2568  ในเร็วๆนี้ด้วย

9 ค่ายรถยนต์ ลุยผลิตรถใหม่มาตรฐาน Euro5 ลดฝุ่นพิษ เริ่มจำหน่ายปี 64

ค่ายรถยนต์ 9 ราย ขานรับมาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ลุยผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ทุกคันตามมาตรฐาน Euro 5 เริ่มจำหน่ายในปี 2564 ด้านผู้ผลิตรถยนต์ ยอมรับต้นทุนการผลิตสูงขึ้นแต่จะคุ้มค่าเมื่อเทียบต้นทุนปัญหาสุขภาพประชาชน ด้านกรมการขนส่งทางบกเข้มจับรถควันดำ

วิกฤติฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย จุดประกายให้ทุกภาคส่วนตื่นตัวกับการแก้ไขปัญหานี้ ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชน ตั้งแต่การเข้มงวดกวดขันรถยนต์ที่ปล่อยควันดำ โดยเฉพาะรถบรรทุกและรถโดยสารสาธารณะ การส่งเสริมใช้น้ำมันไบโอดีเซลเกรดพิเศษ B20 และการปรับปรุงการผลิตน้ำมันตามมาตรฐานยุโรประดับ 5 (Euro 5) ของโรงกลั่นในประเทศ ซึ่งเป็นน้ำมันที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อย รวมถึงการตื่นตัวของผู้ประกอบการค่ายรถยนต์

โดยล่าสุด นายณัฐพล รังสิตพล ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม  (สศอ.) เปิดเผยว่า บริษัทรถยนต์ 9 ค่ายดัง ได้แก่ BMW, GM, Isuzu, Mazda, Mercedes-Benz, Mitsubishi, MG, Suzuki และ Toyota ได้ตอบรับที่จะผลิตรถยนต์มาตรฐาน Euro 5 ในรถใหม่ทุกรุ่นทุกคันที่จำหน่ายในประเทศไทย ภายในปี 2564 เพื่อช่วยลดปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 และปัญหาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว จะเร่งรณรงค์ให้ลูกค้าที่ใช้รถยนต์มาตรฐาน Euro 4 เติมน้ำมันมาตรฐาน Euro 5 ที่มีจำหน่ายตามสถานีบริการน้ำมันแล้วในปัจจุบัน ซึ่งจะช่วยลดฝุ่นละออง PM ได้กว่า 20-25%

ทั้งนี้ บริษัทรถยนต์ส่วนใหญ่ รับทราบว่าการยกระดับมาตรฐานรถยนต์จาก Euro 4 ไปเป็น Euro 5 หรือ Euro 6 ตามนโยบายภาครัฐ จะทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่เชื่อว่าจะเกิดความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุนจากปัญหาสุขภาพและค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวเองของประชาชน ทั้งนี้ รถยนต์มาตรฐาน Euro 4 มีการปล่อยฝุ่น PM จากไอเสียเครื่องยนต์ที่มีความเข้มข้นกว่ารถยนต์มาตรฐาน Euro 5 ถึง 5 เท่า

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีรถยนต์ที่ผ่านมาตรฐาน Euro 5 ที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศ ได้แก่ อีโคคาร์ รุ่นที่ 2 จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ จำนวน 11 รุ่น รวมทั้งรถยนต์นำเข้า 19 รุ่น ส่วนรถยนต์มาตรฐาน Euro 6 ได้แก่ รถยนต์นั่งขนาดกลางและใหญ่ที่ผลิตในประเทศ จำนวน 27 รุ่น และรถยนต์นำเข้า 84 รุ่น ซึ่งมีราคาเริ่มต้นเพียง 467,000 บาท สามารถดูข้อมูลรายละเอียดที่ถูกต้องได้จากป้าย ECO Sticker ที่ติดอยู่บนกระจกรถยนต์ใหม่ทุกคัน และค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก www.car.go.th

ด้านกรมการขนส่งทางบก ขอความร่วมมือผู้ประกอบการตรวจสอบแก้ไขเครื่องยนต์ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด เพื่อช่วยแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 บนถนนสายหลัก หลังพบช่วง 10 วันที่ผ่านมา (1-10 ก.พ.62) จับรถมีค่าควันดำเกินมาตรฐานที่ 45% จำนวน 412 คัน จากจำนวนรถที่เรียกเข้าตรวจทั้งสิ้น 14,663 คัน แบ่งเป็นรถบรรทุก 357 คัน และรถโดยสาร 55 คัน ซึ่งได้เปรียบเทียบปรับ 5,000 บาท และพ่น “ห้ามใช้” ทันที ทำให้จะไม่สามารถใช้รถได้จนกว่าจะแก้ไขปัญหาและนำรถเข้าตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ ยังออกใบเตือนรถที่มีค่าควันดำระหว่าง 30-45% จำนวน 481 คัน เพื่อให้ดำเนินการแก้ไขให้ค่าควันดำลดลง

นายพีระพล ถาวรสุภเจริญ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า จะดำเนินมาตรการ “One Transport ปลอดฝุ่น PM2.5” อย่างเข้มข้น พร้อมขอความร่วมมือภาคเอกชน โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนส่งทั้งรถบรรทุกและรถโดยสารที่ใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล ขอให้นำรถเข้ารับการตรวจสภาพก่อนถึงกำหนดรอบชำระภาษีรถ ตั้งแต่วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของเครื่องยนต์ได้ที่สำนักงานขนส่งจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก

ครม.อนุมัติ23อัตราใหม่กรมเชื้อเพลิงฯรองรับสัญญาแบ่งปันผลผลิตและจ้างบริการ

คณะรัฐมนตรี ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 12ก.พ.2562 มีมติอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของกระทรวงพลังงาน ในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จำนวน 23 อัตรา ที่ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน1ปี เพื่อรองรับภารกิจการบริหารจัดการปิโตรเลียมในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) และระบบสัญญาจ้างบริการ (Service Contract : SC) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนัยมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่12ก.พ.2562 มีมติอนุมัติอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของกระทรวงพลังงาน ในส่วนของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ โดยไม่ให้นำตำแหน่งที่ได้รับจัดสรรไปยุบเลิกเพื่อปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งเป็นระดับสูงขึ้นตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ ในการประชุมครั้งที่ 4/2561 วันที่ 19 ตุลาคม 2561 และครั้งที่ 5/2561 วันที่ 23 พฤศจิกายน 2561

ส่วนงบประมาณสำหรับดำเนินการนั้นให้เป็นไปตามความเห็นของ สำนักงบประมาณ ทั้งนี้ ให้กระทรวงพลังงานรับความเห็นของสำนักงาน ก.พ. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

โดยในการประชุมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 และครั้งที่ 5/2561 เมื่อวันที่23 พฤศจิกายน 2561นั้นได้พิจารณาและมีมติอนุมัติจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ในการรับข้าราชการตำแหน่ง1) วิศวกรปิโตรเลียม2) นักธรณีวิทยา3) นักวิทยาศาสตร์ 4) นักวิชาการเงินและบัญชี 5) นักวิเคราะห์นโยบายและแผน  และ 6) นิติกร จำนวนรวม23อัตรา เพื่อรองรับภารกิจการบริหารจัดการปิโตรเลียมในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract : PSC) และระบบสัญญาจ้างบริการ (Service Contract : SC) ซึ่งเป็นการดำเนินการตามนัยมาตรา 23 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้การดำเนินการสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งบุคคล แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 1 ปี

สร.กฟผ.ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ตั้งคนระดับปลัดกระทรวง เป็นประธานบอร์ดกฟผ.

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(สร.กฟผ.) ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้แต่งตั้งประธานบอร์ดกฟผ.คนใหม่ ต้องเป็นผู้ที่อยู่ในตำแหน่งไม่ต่ำกว่าปลัดกระทรวง รวมทั้งให้มีอดีตผู้ว่าการ กฟผ.ร่วมเป็นกรรมการ ด้วย เพื่อให้กฟผ.เป็นองค์การชั้นนำของประเทศในระดับสากลที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center –ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2562 นายศิริชัย ไม้งาม ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(สร.กฟผ.) ได้ยื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) โดยเรียกร้องให้ คนร.พิจารณาแต่งตั้ง “ประธานคณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(คก.กฟผ.)” ที่มาจากข้าราชการระดับสูง ที่มีตำแหน่งไม่น้อยกว่าระดับปลัดกระทรวง พร้อมทั้งพิจารณาให้คัดเลือกอดีตผู้ว่าการ กฟผ.ร่วมอยู่ในตำแหน่งกรรมการ กฟผ.ด้วย

โดยหนังสือดังกล่าวระบุสาระสำคัญว่า เนื่องจาก คณะกรรมการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(คก.กฟผ.) จะครบวาระการดำรงตำแหน่งภายในเดือนก.พ.2562 นี้  และเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(คนร.)ซึ่งมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นากยกรัฐมนตรีเป็นประธาน พิจารณาแต่งตั้ง คก.กฟผ. ชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่  ดังนั้นสร.กฟผ. เห็นว่าในยุคของการเปลี่ยนแปลงและแข่งขัน หากจะให้องค์การรัฐวิสาหกิจพัฒนาและสามารถแข่งขันได้นั้น  ประธานคก.กฟผ.ซึ่งทำหน้าที่กำกับนโยบายองค์การมีบทบาทสำคัญยิ่งจึงควรเป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจในนวัตกรรมสมัยใหม่ มีความสามารถ มีประสบการณ์และเครือข่ายที่เป็นประโยชน์ในภารกิจโดยรวมของ กฟผ. และควรเป็นข้าราชการระดับสูงมีตำแหน่งไม่น้อยกว่าระดับปลัดกระทรวง

ส่วนของกรรมการ คก.กฟผ.นั้น สร.กฟผ.เห็นว่าควรเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่ยอมรับและควรมีอดีตผู้ว่าการ กฟผ.ร่วมอยู่ในตำแหน่งกรรมการด้วย  เนื่องจากผู้ที่เคยผ่ายการบริหารงานในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.ได้พิสูจน์แล้วว่ามีความรู้ ความสามารถ มุมมองที่เข้าใจบริบทของกิจการไฟฟ้าและวัฒนธรรมองค์การ กฟผ. อันจะเป็นประโยชน์ต่อการกำกับนโยบาย ของ คก.กฟผ.อย่างยิ่ง

ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของการบริหารองค์การ กฟผ. ซึ่งเป็นองค์การรัฐวิสาหกิจหลักในการดูแลรักษาความมั่นคงด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศ สร.กฟผ.จึงขอให้พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประธาน คนร.พิจารณาเรื่องที่เสนอมาดังกล่าว เพื่อให้กฟผ.เป็นองค์การชั้นนำของประเทศในระดับสากลที่ผลิตไฟฟ้าเพื่อความสุขของคนไทยอย่างแท้จริง

สำหรับประธานบอร์ด กฟผ.คนปัจจุบันและจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนก.พ.นี้ คือ นายวิฑูรย์ กุลเจริญวิรัตน์ อดีตอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน

กฟผ.ศึกษาซอฟต์แวร์ “EGAT Micro-EMS”รับมือพลังงานหมุนเวียนรูปแบบใหม่

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ควักงบ 50 ล้านบาท ศึกษาการพัฒนาซอฟต์แวร์ “EGAT Micro-EMS” สำหรับบริหารระบบไฟฟ้าแบบอัจฉริยะ รับมือพลังงานหมุนเวียนรูปแบบใหม่ทั้งโซลาร์ภาคประชาชน การซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบ Blockchain และ Peer-to-Peer คาดศึกษาเสร็จ 1-2 เดือนนี้ หวังต่อยอดเป็น platform ซื้อขายไฟฟ้าแห่งชาติ ช่วยสอดส่องภาพรวมการใช้ไฟฟ้าและรักษาความมั่นคงไฟฟ้าหลัก พร้อมวอนภาครัฐเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในอนาคตเป็นรูปแบบเสถียร เพื่อความมั่นคงระบบไฟฟ้าประเทศ

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เริ่มศึกษาการพัฒนาซอฟต์แวร์ “ระบบการจัดการพลังงาน EGAT Micro-Energy Management System (EGAT Micro-EMS)” เพื่อนำมาบริหารจัดการระบบไฟฟ้าอัจฉริยะ (Microgrid) ที่กำลังได้รับความนิยมทั้งในรูปแบบโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาสำหรับภาคประชาชน หรือ โครงการโซลาร์ภาคประชาชน, การซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูลอัจฉริยะ หรือ Blockchain และการซื้อขายไฟฟ้ากันเอง (Peer-to-Peer)

โดย กฟผ.เริ่มศึกษามาตั้งแต่ปี 2561 โดยใช้งบเพื่อการวิจัยและพัฒนา (R&D) ของ กฟผ.ประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งทดลองระบบและซอฟแวร์ EMS ดังกล่าวกับ 2 อาคารของ กฟผ.สำนักงานใหญ่ บางกรวย ซึ่งคาดว่าจะศึกษาเสร็จใน 1-2 เดือนนี้ หรือประมาณเดือนมี.ค. 2562

ทั้งนี้ กฟผ.คาดว่าในอนาคตจะเกิดรูปแบบการผลิตและซื้อขายไฟฟ้ากันเองในชุมชนมากขึ้น โดยแต่ละชุมชนจะบริหารจัดการไฟฟ้าผ่านระบบบริหารจัดการไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Microgrid แต่ยังมีการใช้ไฟฟ้าหลักของการไฟฟ้าอยู่ด้วย ดังนั้นถ้าระบบไฟฟ้าหลักของประเทศประสบปัญหา ชุมชนลักษณะดังกล่าวยังสามารถผลิตไฟฟ้าเลี้ยงตัวเองได้ โดยดีดตัวออกจากระบบไฟฟ้าหลัก แต่ถ้าทุกชุมชนทำเหมือนกันหมด ระบบไฟฟ้าหลักของประเทศจะอยู่ไม่ได้ ที่สำคัญหากมองไม่เห็นว่าชุมชนใดบ้างปลดไฟฟ้าออกจากระบบจะเกิดปัญหาไฟฟ้าดับแบบโดมินโน่ เพราะเข้าไปควบคุมแก้ปัญหาไม่ทัน

ดังนั้นระบบ EMS จะช่วยให้มองเห็นสถานการณ์ภาพรวมการใช้ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นจริง ทำให้สามารถควบคุมและวางแผนการผลิตและใช้ไฟฟ้าให้เกิดความมั่นคงต่อระบบไฟฟ้าได้ โดยหากผลการศึกษาประสบความสำเร็จ กฟผ. อาจผลักดันให้ภาครัฐนำไปต่อยอดเป็นแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานแห่งชาติ หรือ National Energy Trading Platform (NETP) ที่ขณะนี้ 3 การไฟฟ้า คือ กฟผ. และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำลังพัฒนาร่วมกันอยู่

นายเทพรัตน์ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่ภาครัฐส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นนั้น กฟผ.ไม่คัดค้านและพร้อมให้การสนับสนุน แต่อยากให้ภาครัฐกำหนดให้ไฟฟ้าที่ผลิตออกมาอยู่ในรูปแบบ การผลิตไฟฟ้าแบบเสถียร (Firm) ซึ่งช่วยให้ กฟผ.ดูแลระบบได้ง่าย

เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า แม้จะมีผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์(โซลาร์เซลล์)ใช้เองไม่ขายเข้าระบบ แต่ยังใช้ไฟฟ้าสำรอง(Backup)ของการไฟฟ้า รองรับกรณีที่ผลิตไฟฟ้าช่วงกลางคืนไม่ได้  ดังนั้น กฟผ.ต้องผลิตไฟฟ้าสำรองให้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน  ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าหลักเพิ่มขึ้น รวมถึงการเร่งเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าขึ้นลงตามความต้องการใช้ในลักษณะดังกล่าวทำให้อายุการใช้งานเครื่องผลิตไฟฟ้าลดลง ค่าซ่อมแซมจะสูงขึ้น และต้นทุนดังกล่าวจะกลายเป็นภาระประชาชนโดยรวมอีก ดังนั้นต้องการให้ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาในระบบควรเป็นแบบเฟิร์ม แม้จะทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น แต่ระบบไฟฟ้าหลักเกิดความเสถียรและมั่นคงกว่า

พชปร.หาเสียงคนกรุง ชูนโยบายนำรถเก่าแลกรถEVช่วยลดมลพิษ

พชปร. หาเสียงชูนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อคนกรุงเทพฯ นำรถเก่า แลกรถยนต์ไฟฟ้า  (EV)รับส่วนลด 1แสนบาท ส่งเสริมใช้รถไฟฟ้าขนส่งมวลชนในการเดินทาง และเพิ่มสวนสาธารณะ 50เขต50สวน หวังลดมลพิษให้คนกรุง

เมื่อวันที่12ก.พ.2562ที่สวนเบญจสิริ พรรคพลังประชารัฐ นำโดยนายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรค นายณัฐพล ทีปสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ กรรมการบริหารพรรค และผู้สมัคร ส.ส. กทม.ร่วมกันแถลงเปิดนโยบายสิ่งแวดล้อมกรุงเทพมหานคร “ทำจริง ทำได้ ทำทันที” โดยสีสันก่อนการแถลงนโยบาย นายอุตตมได้ขับรถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า  นำขบวนเข้ามายังพื้นที่แถลงข่าว

นายอุตตม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นโยบายที่พรรคพลังประชารัฐจะเสนอวันนี้ สามารถทำได้ทันที ไม่ลังเล และทำได้จริง เห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็น การเพิ่ม 50 สวน 50 เขต ให้ปอดสะอาด ลาขาดฝุ่น เพิ่มเติมสวนสาธารณะในกรุงเทพเขตละ1สวน คนกรุงเทพจะได้มีพื้นที่สีเขียวมากขึ้น ช่วยลดฝุ่น เพิ่มออกซิเจนให้กับทุกเขตในกรุงเทพ

โดยพรรคพลังประชารัฐ จะมีนโยบายรถเก่า แลกรถใหม่ ที่เป็นรถไฟฟ้า รับส่วนลดทันที 1 แสนบาท เพื่อสนับสนุนให้คนไทยเปลี่ยนมาใช้รถไฟฟ้ามากขึ้น ลดมลพิษที่เกิดจากรถยนต์

การรณรงค์ให้รถขนส่งสาธารณะเปลี่ยนเป็น รถไฟฟ้า หรือ EV  ให้หมด เพื่อที่จะลดฝุ่นควัน และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของรถสาธารณะให้มีความทันสมัย สะดวก สบายสำหรับประชาชนยิ่งขึ้น ที่สำคัญยังลดมลพิษ เพื่อสุขภาพและชีวิตที่ดีของคน กทม.

นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายพักกรุงเทพ 5/2 คือ ก่อสร้าง 5 วัน หยุด 2 วัน สำหรับสิ่งก่อสร้างที่จะขออนุญาตสร้างใหม่ เพื่อลดฝุ่น ลดการเกิดมลพิษทางเสียงในบริเวณก่อสร้าง