Home Blog Page 12

พายุ “ปาบึก” ป่วนอ่าวไทย ปตท.สผ.หยุดผลิตบงกช อพยพชาวแท่นขึ้นฝั่ง

ปตท.สผ. ระงับการผลิตก๊าซฯ ในแหล่งบงกชเหนือและบงกชใต้ และอพยพพนักงานบนแท่นผลิตขึ้นฝั่ง เหตุตำแหน่งแท่นอยู่ในเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) ด้านกระทรวงพลังงานติดตามสถานการณ์ร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด ยืนยันการผลิตก๊าซฯและน้ำมันดิบที่ลดลงจากเหตุพายุปาบึก ยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ โดย ปตท. จัดหา LNG และ LPG ให้เพียงพอต่อความต้องการ ขณะ กฟผ. สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นผลิตไฟฟ้าแทนก๊าซฯ     

จากรายงานพยากรณ์อากาศนอกชายฝั่งเกี่ยวกับสถานการณ์พายุโซนร้อน “ปาบึก” (PABUK) ซึ่งเคลื่อนตัวเข้าสู่บริเวณอ่าวไทยในขณะนี้ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยของการปฏิบัติงานในพื้นที่ปฏิบัติงานนอกชายฝั่ง

เนื่องจากตำแหน่งที่ตั้งของแท่นผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชเหนือ และแท่นผลิตก๊าซธรรมชาติบงกชใต้ อยู่ในเส้นทางการเคลื่อนตัวของพายุโซนร้อนดังกล่าว ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของพนักงานและกระบวนการผลิตบนแท่นทั้งสองโดยตรง ปตท.สผ. จึงมีความจำเป็นที่จะต้องระงับการผลิตก๊าซฯ จากทั้งสองแท่นไว้ชั่วคราว และดำเนินการส่งพนักงานที่เหลือทั้งหมดกลับขึ้นฝั่งที่จังหวัดสงขลา โดยก่อนหน้านี้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2561 ปตท.สผ. ได้ระงับกิจกรรมการสำรวจและการซ่อมบำรุง ส่งพนักงานส่วนหนึ่งกลับเข้าสู่ฝั่งอย่างปลอดภัย รวมทั้งเคลื่อนย้ายแท่นเจาะและเรือสนับสนุนต่างๆ ที่ได้รับผลกระทบออกจากบริเวณพายุแล้ว และขณะนี้ ปตท.สผ. ได้ประสานงานกับหน่วยงานราชการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ทราบถึงสถานการณ์ดังกล่าวแล้ว อย่างไรก็ตาม แท่นผลิตก๊าซธรรมชาติอาทิตย์ยังคงดำเนินการผลิตก๊าซฯ ภายใต้มาตรการด้านความปลอดภัย เพื่อลดผลกระทบต่อการใช้ก๊าซฯ ของประเทศ

ในส่วนของเชฟรอน ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและอยู่ระหว่างการดำเนินการเคลื่อนย้ายพนักงานส่วนใหญ่ขึ้นฝั่ง รวมถึงเคลื่อนย้ายแท่นขุดเจาะและเรือสนับสนุนต่างๆ ไปยังสถานที่ปลอดภัย ตามขั้นตอนแผนความปลอดภัยของบริษัท

ด้านกระทรวงพลังงาน ได้ออกแถลงการณ์ถึงสถานการณ์พายุโซนร้อนปาบึกบริเวณอ่าวไทยในวันที่ 2 มกราคม 2562 ว่าอาจส่งผลกระทบต่อกิจกรรมการผลิตปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทย อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้ประสานข้อมูล สั่งการและติดตามร่วมกับบริษัทผู้ประกอบกิจการปิโตรเลียมในทะเลอ่าวไทยทั้ง 8 กลุ่มบริษัทอย่างใกล้ชิด ซึ่งขณะนี้ได้มีการถอนตัวเจ้าหน้าที่ที่ไม่จำเป็นในการผลิตกลับขึ้นฝั่ง  ณ จังหวัดสงขลาและจังหวัดชลบุรีโดยเรือและเฮลิคอปเตอร์ เรียบร้อยแล้วอย่างปลอดภัย

ทั้งนี้ บริษัทผู้ประกอบการจำเป็นต้องหยุดผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบบางส่วนเพื่อความปลอดภัย ทำให้ปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยลดลงจากการที่แหล่งบงกชเหนือหยุดการผลิตประมาณ 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันจากปริมาณการผลิตทั้งหมดในอ่าวไทยจำนวน 2,400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน สำหรับน้ำมันดิบหยุดการผลิตประมาณ 27,000 บาร์เรลต่อวันจากปริมาณการผลิตปัจจุบัน 100,000 บาร์เรลต่อวัน ซึ่งในส่วนการผลิตน้ำมันดิบที่ลดลงนั้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ในประเทศ

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานได้เตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว โดยในการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาตินั้น บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) จะส่งก๊าซธรรมชาติที่ถูกทำให้เหลว (LNG) เข้าระบบเพิ่มขึ้น เพื่อทดแทนปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติที่ลดลง ในส่วนการผลิตไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้สำรองจากเชื้อเพลิงอื่นมากขึ้น โดยได้สำรองน้ำมันดีเซล และน้ำมันเตาทดแทนการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอย่างเพียงพอหากจำเป็น รวมถึงการนำเข้าไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศ  สำหรับก๊าซหุงต้ม หรือ LPG ซึ่งอาจได้รับผลกระทบจากปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าโรงแยกก๊าซลดลง กรมธุรกิจพลังงานและ ปตท. จะบริหารจัดการให้มีปริมาณ LPG เพียงพอต่อการใช้ของประชาชน

ทั้งนี้ ในภาพรวมกระทรวงพลังงานสามารถบริหารจัดการโดยไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชน และจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะแจ้งให้ทราบอย่างต่อเนื่องต่อไป

3 ประเด็นพลังงานโลกที่ต้องติดตาม ในปี 2562

บทความ “3 ประเด็นพลังงานโลกที่ต้องติดตาม ในปี 2562”

โดยคอลัมนิสต์รับเชิญของศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC )

ดร. ทวารัฐ สูตะบุตร  ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน  

 

ในปี 2561 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่มีความผันผวนด้านพลังงานมากที่สุดปีหนึ่งทีเดียว เพราะช่วงต้นปีราคาน้ำมันยังนิ่งๆ อยู่ที่ 50 เหรียญต่อบาเรล และไม่มีท่าทีว่าจะขยับ ซักเท่าใด จนกลุ่มโอเปคเริ่มฮั้วติดทั้งกับภายในกลุ่มกันเองและนอกกลุ่ม (เช่น รัสเซีย) และเริ่มส่งสัญญานที่จะลดกำลังการผลิตน้ำมันดิบลงเกือบ 2 ล้านบาเรลต่อวัน ทำให้ราคาน้ำมันกลับมีทิศทางสูงขึ้น ในช่วงกลางปี บวกกับพิษซ้ำเติมของประเด็นการล่มสลายของประเทศเวเนซุเอล่า (ทำให้กำลังการผลิตหายไปอีกเกือบ 2 ล้านบาเรลต่อวัน) ตามด้วย ประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ เช่น สงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน และข่าวความขัดแย้งภายในกลุ่มประเทศมุสลิมตะวันออกกลางกันเองที่มาจากความดุดันขององค์มกุฏราชกุมาร MBS ที่ค่อนข้างโฉ่งฉ่างแกมโหดเหี้ยม (ทั้งกรณีสงครามเยเมน และคดีฆ่าหั่นศพนักข่าวฝั่งตรงข้าม) ทำให้มีผลกระทบต่อความสามัคคีในกลุ่มโอเปคไม่น้อยเลยทีเดียว

ต้นปีนี้ ผมเลยจะขอนำประเด็นใหญ่ 3  ประเด็น ที่สืบโยงมาจากเหตุการณ์ในปีก่อน (2561) ที่คาดกันว่าจะเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อไปในอนาคต โดยมีปี 2562 เป็นปีเริ่มต้นของทั้ง 3 เหตุการณ์ ดังนี้ ครับ

1.การค้าและราคา LNG จะสะพัดและราคาจะเริ่มไม่ผูกติดกับราคาน้ำมันดิบอีกต่อไป การค้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG (Liquified Natural Gas) เริ่มทวีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในแถบทุกทวีปของโลกใบนี้ มีการคาดการณ์ว่าปริมาณการค้า LNG ในปี 2562 นี้ จะเพิ่มขึ้นจาก 290 ล้านตันต่อปี เมื่อปลายปี 2560 เพิ่มเป็น 340 ล้านตันต่อปี ในปี 2562 นี้ และมีอัตราการเจริญเติบโตสูงถึง 10% ต่อปี แถมโตต่อเนื่องแบบนี้มานาน 5 ปีติดต่อกันแล้ว

สถิติที่น่าสนใจอีกประเด็นก็คือ จำนวนประเทศผู้นำเข้า (LNG Importing Countries) ได้เพิ่มจาก 11 ประเทศในปี 2543 (ค.ศ.2000) มาเป็น 41 ประเทศในปี 2561 โดยมีบังคลาเทศ และยิปรอลต้า เป็น 2 ประเทศ/เศรษฐกิจน้องใหม่ที่เริ่มนำเข้า LNG อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา (ประเทศไทยเริ่มนำเข้าเมื่อปี 2554 น่าจะเป็นประเทศลำดับที่ ยี่สิบกว่า) ในขณะที่จำนวนประเทศผู้ส่งออก (LNG Exporting Countries) ก็เพิ่มจาก 12 ประเทศเมื่อปี 2543 มาเป็น 21 ประเทศเมื่อปีที่แล้ว โดยมีประเทศ คาแมรูน เป็นประเทศผู้ส่งออกรายล่าสุด (ประเทศโมซัมบิก และแทนซาเนีย ต่อคิวมานานแล้วแต่โครงการยังเดินหน้าไม่ออก…) แต่กลับมีนักวิเคราะห์วิเคราะห์ว่าประเทศผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในการส่งออก LNG  กลับถูกมองว่าเป็น 3 ประเทศที่น่าจะมีต้นทุนต่ำและมีโครงการเรียงคิวจ่อผลิตหลายโครงการมากที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา รัสเซียและแคนนาดา ส่วนประเทศขาใหญ่เดิมที่เคยคุมส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเช่น กาตาร์ อินโดนีเซียและมาเลเซีย กับถูกสัญญาระยะยาวผูกมัดไว้พอสมควร กระดุกกระดิกมากไม่ค่อยได้

และในปี 2561 ที่ผ่านมามีเรื่องที่ต้องบันทึกไว้อีกหนึ่งเรื่องด้วยก็คือ จีน ได้แซงหน้า ญี่ปุ่น เป็นประเทศผู้นำเข้า LNG ใหญ่ที่สุดของโลกเรียบร้อยแล้ว ด้วยปริมาณการนำเข้ามากกว่า 100 ล้านตัน ผ่านท่าเรือนำเข้า LNG Terminals 18 แห่ง แถมแต่ละแห่งที่เป็นท่าเรือใหม่ๆ ก็มีขนาดบิ๊กบึ้ม (ใหญ่กว่า 10 ล้านตันต่อปี) ทั้งนั้น

แต่ประเด็นที่น่าจะเปลี่ยนแปลงสภาวะตลาด LNG ในอนาคตคือการเริ่มมีสัญญาซื้อขายแบบใหม่ที่จะมีการยกเลิก “Destination Clause” ที่เคยระบุแบบเฉพาะเจาะจงค่อนข้างตายตัว เป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น เรื่องนี้จะปลดล๊อกทำให้เกิดการค้าขายที่สะพัดมากขึ้น จะมีกลไกลการแข่งขันและกลยุทธ์การบริหารความเสี่ยงที่หลากหลายที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากขึ้นในอนาคต แต่เรื่องนี้ หากจะให้เกิดประโยชน์สูงสุด คงจะต้องมีนโยบายการเปิดเสรีกิจการก๊าซธรรมชาติในประเทศปลายทางเข้ามาช่วยเสริมสนับสนุนอีกแรงด้วยดังเช่นในประเทศญี่ปุ่นและสิงค์โปร์ที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว และมีบทวิเคราะห์เพิ่มเติมว่าหากการค้าขาย LNG ภายใต้สัญญารูปแบบใหม่ที่ไม่มี Destination Clause เริ่มใช้แพร่หลายในทวีปเอเซียแล้วล่ะก็ จะมีเรื่องสืบเนื่องตามมาอีกอย่างน้อย 2  เรื่อง คือ

หนึ่ง กลไกราคาและดัชนีราคา (Price and Price Index) ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยใช้ราคาน้ำมันดิบ (Japan Crude Cocktail)บ้าง หรือ ใช้ราคาก๊าซท่อที่  Henry Hub ในสหรัฐอเมริกา มาเป็นดัชนีอ้างอิงราคาซื้อขาย และ

 สอง จะเกิดศูนย์กลางการค้า LNG (LNG Trading Hub) ขึ้นในเอเซียนี้แน่นอน ซึ่งตอนนี้ทั้งสิงค์โปร์ และอินเดีย พยายามสร้างบทบาทและออกนอกหน้าอย่างมากแบบเรียกว่า “ออกตัวแรง” กันในทุกระดับในเวทีระหว่างประเทศกันทีเดียว

ดังนั้นเรื่องของวิวัฒนาการของการค้าขาย LNG ในปี 2562  นี้ ต้องจับตามองเป็นอย่างยิ่งครับ

 

  1. Qexit (อ่านว่า ควิก – ซีท)

ท้องเรื่องของประเด็นนี้คือ ประเทศ กาตาร์ ประกาศแยกกตัวออกจากกลุ่มโอเปค โดยจะดีเดย์ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2562 นี้เลย แม้ว่าทางการกาตาร์จะไม่เคยบอกเหตุผลที่แท้จริงของการถอนตัวครั้งนี้ แต่ทุกคนก็พอเดาออกว่าเพราะต้องการแสดงการเคืองและต้องการตอบโต้ ซาอุฯ ประเทศพี่ใหญ่ของทั้งในกลุ่มโอเปคและกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง (Gulf State Countries-GCC)  เพราะที่ผ่านมา ซาอุฯ พยายามที่จะปิดล้อมทางการเมืองและโดดเดียว กาตาร์ ทางเศรษฐกิจในทุกหนทาง แม้จะไม่ค่อยจะได้ผลเท่าใดนัก แต่ประเด็นที่ทุกคนจับตาหลังจาก  Qexit ครั้งนี้ก็คือ บทบาทและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของกลุ่มโอเปค ภายใต้การนำของ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ต่างหาก ว่าจะยังเหนียวแน่นเหมือนในอดีตหรือไม่ เพราะจะมีผลกระทบต่อราคานำ้มันดิบในตลาดโลกอย่างมาก เรื่องนี้คงต้องดูยาวๆ ครับ เพราะมี อิหร่าน อีกประเทศ ที่ทั้งรักทั้งเกลียดขี้หน้า ซาอุฯ เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว และไม่นับประเทศเวเนซูเอล่าอีกที่ล่มสลายและไม่มีการผลิตน้ำมันดิบที่เป็นนัยสำคัญต่อตลาดโลกแล้ว

กาตาร์ แม้ว่ามีกำลังการผลิตน้ำมันดิบแค่ 600,000 บาเรลต่อวัน ซึ่งถือว่าไม่มากนัก เมื่อเทียบกับกำลังการผลิตของโอเปคทั้งกลุ่มที่มีอยู่ถึง 30 ล้านบาเรลต่อวัน แต่ กาตาร์ เป็นประเทศที่มีกำลังการผลิต LNG และปริมาณสำรองก๊าซธรรมชาติใหญ่ที่สุดในโลก และกำลังได้รับแรงเสริมจากสหรัฐฯ ในบทบาทต่างๆ ในเวทีโลกด้วย

ผมว่าโอเปค ในช่วงที่อายุใกล้ครบ 60 ปี หากไม่ปรับบทบาทก็คงจะใกล้อวสานหรือไม่ก็ลดบทบาทลงไปทุกที และทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกก็น่าจะไปโยงกับความสัมพันธ์สามเส้าระหว่าง “ซาอุ – สหรัฐฯ – รัสเซีย” มากกว่าครับ

 

  1. ผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐอเมริกา กับ จีน ต่อตลาดน้ำมัน

จีน ถือว่าเป็นตลาดน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก และเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดอันดับหนึ่งของโลก ที่มีอัตราความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณ 4-5% ต่อปี ในอดีตจีนนำเข้านำมันดิบประมาณ 10 ล้านบาเรลต่อวัน และมีการนำเข้าจากทั่วทุกมุมโลก แม้ว่าส่วนใหญ่จะมาจากภูมิภาคตะวันออกกลางและแอฟริกา แต่น้ำมันดิบจากสหรัฐอเมริกา (ที่ผลิตจากชั้นหินดินดาน หรือ ที่เรียกว่า Shale Oil) ก็เข้ามามีบทบาทพอสมควรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่จากสถิติที่เพิ่งเปิดเผยจาก APEC Energy Research Center (APERC) ทำให้ทราบว่า จีนไม่ได้นำเข้าน้ำมันดิบจาก สหรัฐฯ มา 3 เดือนติดต่อกันแล้ว แต่การผลิตและการส่งออกนำ้มันดิบของสหรัฐฯ ก็ไม่ได้ผลิตน้อยลงแต่อย่างใด (เป็นเหตุผลหนึงที่ทำให้ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2561 ราคาน้ำมันดิบลดลงรุนแรงต่อเนื่อง) แต่จากรายงายของ APERC กลับพบว่าประเทศอื่นในเอเซียโดยเฉพาะ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้และไต้หวัน กลับมีการนำเข้า Shale Oil จากสหรัฐฯ เพิ่มมากขึ้น …. ประเด็นที่ต้องจับตามองคือ หาก  Shale Oil จากสหรัฐฯ สามารถเข้ามาเจาะตลาดเอเซียได้เพิ่มมากขึ้น ก็น่าจะทำให้ดัชนีราคานำ้มันดิบ “ดูไบ” ที่ใช้เป็นดัชนีหลักในการค้าขายในเอเซีย ขยับเข้าใกล้ราคา WTI (ซึ่งใช้ค้าขาย Shale Oil) มากขึ้น….แปลง่ายๆ ราคาดูไบอาจจะถูกลง spread ระหว่างดูไบ-WTI จะแคบลง เพราะผลพวงของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ – จีน ล่ะครับ

ทั้ง 3 ประเด็น คงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะว่าจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานหลายเรื่องในการค้าขายพลังงานรอบบ้านเรา เลยทีเดียวครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก APEC Energy Research Center

ยืนยันเขื่อนกฟผ ยังแข็งแรงรับมือแผ่นดินไหวได้

กฟผ.ยันเหตุแผ่นดินไหวส่งท้ายปี2561เมื่อวันที่30ธ.ค.บริเวณอำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ไม่กระทบกับเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ ของ กฟผ. ขอให้ประชาชนมั่นใจกับความมั่นคงแข็งแรงที่สามารถรองรับแรงไหวสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้

นายวัลลภ เมฆพฤกษาวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)เปิดเผยว่า ตามที่เมื่อวานนี้ (30 ธันวาคม 2561) เวลา 22:39 น. ได้เกิดแผ่นดินไหวบริเวณ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี ขนาด 4.9 ห่างจากเขื่อนศรีนครินทร์ ไปทางทิศเหนือประมาณ 54.72 กิโลเมตร ห่างจากเขื่อนวชิราลงกรณ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 59.27 กิโลเมตร ทั้งนี้ กฟผ. ได้ดำเนินการตรวจสอบสภาพเขื่อนต่าง ๆ ของ กฟผ. แล้ว พบว่า  มีสภาพมั่นคงแข็งแรงเป็นปกติ จึงขอให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัย

“กฟผ. มีระบบการตรวจสอบ ติดตาม และเฝ้าระวังความมั่นคงปลอดภัยของเขื่อนตลอดเวลา โดยได้พัฒนาระบบตรวจสุขภาพเขื่อน หรือ DS-RMS (Dam Safety Remote Monitoring System) ให้สามารถสื่อสารข้อมูลจากเครื่องมือวัดต่าง ๆ ที่ติดตั้งไว้ที่เขื่อนและรอบอ่างเก็บน้ำไปยังระบบคอมพิวเตอร์แม่ข่าย  เพื่อนำข้อมูลมาประมวลผลหาสถานะความปลอดภัยเขื่อนด้วยระบบเสมือนผู้เชี่ยวชาญ (Expert system) ทั้งนี้ ระบบจะแจ้งสถานะความปลอดภัยเขื่อนผ่านโปรแกรมในรูปแบบ Web Application ทางหน้าจอเว็บไซต์ ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบสภาพเขื่อนได้ผ่านเว็บไซต์ ‭http://dsrms.egat.co.th‬ ตลอด 24 ชั่วโมง” ผู้อำนวยการฝ่ายบำรุงรักษาโยธา กล่าวในที่สุด

5ประเด็นร้อนพลังงาน ปี2561 

ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมาเกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการพลังงานมากมาย  ซึ่งเป็น1ปี เต็มภายใต้การกำกับนโยบายของนายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน มีหลายประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างมากในแวดวงพลังงาน และหลายเรื่องยังคงเป็นประเด็นร้อนที่ผูกข้ามต่อไปจนถึงปีหน้า  ซึ่งทีมข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC ) ได้รวบรวมเรื่องราวต่างๆที่สำคัญบางส่วน มานำเสนอ ใน5เรื่อง ดังนี้

 

 1.เอ็มโอยูล้มโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้

ประเด็นที่มีทั้งการคัดค้านและการสนับสนุนการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และเทพา ตั้งแต่ช่วงต้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ มาถูกปลดล็อกในยุคที่มีนายศิริ เป็นรัฐมนตรีพลังงาน โดยเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2561 ที่ม็อบค้านถ่านหินในนามเครือข่ายปกป้องสองฝั่งทะเล กระบี่-เทพา เดินทางมาประท้วงที่หน้าอาคารสำนักงานสหประชาชาติ(UN)  แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย นายศิริ ที่เพิ่มนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานไม่ถึง3เดือน ก็เดินทางไปพบกับแกนนำม็อบ และมีการลงนามเอ็มโอยูร่วมกันที่จะยุติกระบวนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม(EIA) และรายงานผลกระทบสุขภาพและสิ่งแวดล้อม(EHIA) สำหรับการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา และให้มีการตั้ง คณะกรรมการกำกับการศึกษาการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์(SEA)สำหรับพื้นที่จัดตั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินในภาคใต้” ขึ้นเพื่อดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินภาคใต้ในภาพรวม

คล้อยหลังไปได้ไม่นานกลุ่มผู้สนับสนุนการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่และโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ออกมารวมตัวประท้วงหน้าอาคารสำนักงานใหญ่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) และกดดันจนรัฐมนตรีพลังงานต้องออกมาลงนาม เอ็มโอยูเช่นเดียวกัน

ประเด็นเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินยังเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์กระทรวงพลังงานนับตั้งแต่การก่อตั้ง ที่ม็อบสหภาพรัฐวิสาหกิจกฟผ.มาถือป้ายประท้วงให้รัฐมนตรีพลังงาน ซึ่งเสมือนเป็นผู้กำกับนโยบายหน่วยงานของตัวเองให้ลาออก ที่หน้ากระทรวงพลังงาน

ส่วนคณะกรรมการ SEA ที่ได้รับงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า จากการอนุมัติของ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) วงเงิน 50 ล้านบาท นั้นได้ว่าจ้าง ศูนย์บริการวิชาการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์” ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มาเป็นที่ปรึกษา และคาดว่าประมาณ เม.ย.-พ.ค. 2562 จะรู้ผลการศึกษาเบื้องต้นว่าภาคใต้ควรมีโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือไม่

  1. ปิดจ็อบ ประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ-บงกช ปตท.สผ.ชนะรวด

หลังจากที่ถูกคัดค้านจากทั้งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย(คปพ.) จนทำให้เรื่องยืดเยื้อกันมานานตั้งแต่ต้นรัฐบาลพลเอกประยุทธ์  จนนำไปสู่การแก้ไข พ.ร.บ.ปิโตรเลียม และพ.ร.บ.ภาษีเงินได้ปิโตรเลียม  ที่เพิ่มระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี และระบบจ้างผลิต เข้ามาในกฎหมาย นอกเหนือจากระบบสัมปทาน และทำให้กระบวนการประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ และบงกช ที่จะหมดอายุสัมปทานในปี 2565 -2566  ต้องประมูลภายใต้ระบบพีเอสซี

เรื่องสำคัญที่เกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ ที่ถูกจัดลำดับความสำคัญเร่งด่วนเป็นเรื่องแรกของ นายศิริ ในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงาน  ก็สามารถที่จะเปิดประมูลและรู้ผลการประมูลได้ตามกำหนด นับตั้งแต่ วันที่ 24 เม.ย. 2561 กระทรวงพลังงานที่กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ได้ประกาศเชิญชวนเอกชนมาร่วมประมูล  จนถึงเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2561 ที่คณะรัฐมนตรี สัญจร จ. หนองคาย มีมติอนุมัติผลการประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกช  ตามที่คณะกรรมการปิโตรเลียมเสนอ โดย ปตท.สผ. เป็นผู้ชนะประมูลเหนือคู่แข่งคือเชฟรอน ทั้งแปลงเอราวัณ และบงกช  โดยเสนอราคาก๊าซธรรมขาติตั้งต้นต่ำสุดที่ 116 บาทต่อล้านบีทียู เป็นระยะเวลา10 ปี  และแบ่งกำไรให้รัฐ 68% ในแปลงเอราวัณ และ 70% ในแปลงบงกช  โดยหลังจากนี้จะมีการลงนามในสัญญาร่วมกันในเดือน ก.พ. 2562 เพี่อให้การผลิตก๊าซธรรมชาติเป็นไปอย่างต่อเนื่อง

ประเด็นที่ท้าทายคือปตท.สผ.จะบริหารจัดการทั้งสองแปลงให้สามารถผลิตก๊าซได้ตามเงื่อนไข คือเอราวัณ 800 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน และบงกช 700 ล้านลบ.ฟุตต่อวัน ต่อเนื่องเป็นระยะเวลา10 ปี อย่างไร ในราคาขายก๊าซที่ถูกกดลงมาต่ำ แต่ต้นทุนการผลิตสูงในหลุมผลิตใหม่ๆที่สูงขึ้น และแต่ละขั้นตอนจะต้องถูกกำกับดูแลจากกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ที่อาจจะทำให้เกิดความล่าช้ากว่าการทำงานในระบบสัมปทานเดิม

  1. เปิดร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ฉบับใหม่ (PDP2018 ) ไร้โรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี เทพา และโรงไฟฟ้านิวเคลียร์พร้อมเปิดทางให้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่ (IPP) แข่งขันสร้างโรงไฟฟ้ากับกฟผ.อย่างเต็มที่

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ได้ดำเนินการเปิดประชาพิจารณ์ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าประเทศ (PDP2018) ฉบับใหม่ ครบ 5 ภาค 6 พื้นที่ ไปเรียบร้อย แบบเงียบๆ ในขณะที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในแวดวงคนพลังงานว่าเป็นร่างแผนPDP ฉบับที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เข้ามากำกับบทเองคนเดียว

โดยร่างแผน PDP2018นี้ มีสาระสำคัญที่แตกต่างไปจาก PDP2015  คือมีการจัดทำพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าและการผลิตไฟฟ้าเป็นรายภูมิภาค และให้กฟผ.ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าเฉพาะที่เกี่ยวกับความมั่นคงในแต่ละภูมิภาค ส่วนกำลังการผลิตส่วนอื่นๆนั้น กฟผ.จะต้องแข่งขันกับ IPP

ร่างแผน PDP2018 ที่จะเริ่มใช้ตั้งแต่ ปี2562-2580 นั้นตัดทิ้ง ทั้งโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ 800 เมกะวัตต์  โรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา 2,000 เมกะวัตต์ รวมทั้ง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่เคยบรรจุไว้ในช่วงปลายแผนPDP 2015 จำนวน2,000 เมกะวัตต์ ออกไปทั้งหมด  โดยเพิ่มสัดส่วนโรงไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ (แอลเอ็นจีนำเข้า ) เข้ามาทดแทน ซึ่งทำให้สัดส่วนการใช้ก๊าซธรรมชาติ ยังสูงที่ระดับ53%  สูงกว่าแผน PDP2015 ที่เน้นกระจายเชื้อเพลิง และลดสัดส่วนโรงไฟฟ้าก๊าซฯเหลือ 37%

นอกจากนี้ยังแต่มีการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ภาคประชาชนจำนวนมากถึง 10,000 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพลังงานชี้ว่า ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยตลอดแผนPDPฉบับใหม่จะอยู่ที่ 3.576 บาทต่อหน่วย ซึ่งต่ำจากแผนเดิมที่เฉลี่ยอยู่ที่ 5.55 บาทต่อหน่วย แต่ดูเหมือนว่าคนในแวดวงพลังงานจะยังไม่ปักใจเชื่อตาม เพราะเทียบราคาเชื้อเพลิงจากแอลเอ็นจีนำเข้า ที่เพิ่มสัดส่วนเข้ามาน่าจะสูงกว่าเชื้อเพลิงถ่านหินที่ถูกตัดออกไป

4.  ปี2561 ตั้ง”18 ตำแหน่งสำคัญคนพลังงาน”

การนั่งในตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานของนายศิริ ประมาณ1ปีเศษ ถือเป็นช่วงที่มีบทบาทต่อการแต่งตั้งหรือรับรู้ถึงการแต่งตั้งตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงที่สำคัญ ทั้งในส่วนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน อย่างกฟผ.และปตท. และหน่วยงานระดับกรมของกระทรวง  รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ที่ ตั้งโดยคำสั่ง คสช.โดยตำแหน่งสำคัญที่มีการแต่งตั้งในปี2561 รวม 18 ตำแหน่ง มีดังนี้

วันที่ 25 ก.ย. 2561 ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงได้แก่

1.) น.ส.นันธิกา ทังสุพานิช รองปลัดกระทรวงสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงานไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน

2.)นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงงาน ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ

3.)นายยงยุทธ จันทรโรทัย รองปลัดกระทรวงพลังงานไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

4.)นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน

และ5นายทวารัฐ  สูตะบุตร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงานไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจการกระทรวงพลังงาน (ถือเป็นการแต่งตั้งที่ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ข้าราชการมากพอสมควร เพราะในช่วงรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ นายทวารัฐ ถือเป็นบุคคลที่ทุ่มเทให้กับการทำงานเป็นอย่างมาก )

นอกจากนี้มีการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนนายธรรมยศ ศรีช่วย ที่เกษียณอายุราชการ โดย ครม.ส่งนายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร จากกระทรวงการคลัง ข้ามห้วยมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานแทน  ถือเป็นคนที่สองต่อจากนายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ที่มาจากลูกหม้อกระทรวงการคลัง

และเมื่อวันที่18ธ.ค.2561ได้มีมติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ตั้งรองปลัดกระทรวงพลังงาน 2 ตำแหน่งและตั้งผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)อีก 1 ตำแหน่ง  ดังนี้

1.นายสมบูรณ์ หน่อแก้ว รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน

2.นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ รองอธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เป็นรองปลัดกระทรวงพลังงาน

3.นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งที่ฮือฮาในวงการพลังงานที่สำคัญของปีนี้คือ คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คศช.) เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ให้ปลดคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.)ชุดเดิมออกทั้งหมด และแต่งตั้ง กกพ.ชุดใหม่ 7 คนแทน ได้แก่ นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ เป็นประธานกรรมการ ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย นายสุธรรม อยู่ในธรรม, นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาติ, นายพีระพงษ์ อัจฉริยชีวิน, นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์, นายสหัส ประทักษ์นุกูล และนางอรรชกา สีบุญเรื่อง

นอกจากนี้หน่วยงานรัฐวิสาหกิจอย่าง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) ก็มีการเปลี่ยนผู้บริหารใหม่ เช่นกัน โดย ครม. แต่งตั้ง นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย เป็นผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คนที่ 14 แทนนายกรศิษฏ์ ภัคโชตานนท์ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่ง 30 เม.ย. 2561 และคณะกรรมการ(บอร์ด) ปตท.มีมติ แต่งตั้ง นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม ปตท. เป็นผู้ที่เหมาะสมจะดำรงตำแหน่ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. คน ที่ 9 แทนนาย เทวินทร์  วงศ์วานิช

  1. เผาปาล์มผลิตไฟฟ้า

ประมาณเดือน ต.ค. 2561 ที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาปาล์มในประเทศตกต่ำ ผลผลิตล้นตลาด ส่งผลให้ภาครัฐต้องเร่งแก้ปัญหา โดยในส่วนของกระทรวงพลังงาน ประเด็นที่ต้องดำเนินการตามคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ(กนป.)และคณะรัฐมนตรี คือ การเพิ่มสัดส่วนของน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ในน้ำมันเชื้อเพลิง ให้ได้มากที่สุด และอีกเรื่องสำคัญที่ก่อนหน้านี้ ตอนที่รัฐตำแหน่งรัฐมนตรีพลังงานใหม่ๆ นายศิริ เคยให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนว่า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับวิธีการนำน้ำมันปาล์มดิบไปเผาเป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าของกฟผ. เพราะได้ไม่คุ้นเสีย แต่คราวนี้ ต้องยอมตามมติครม. ในการให้กฟผ.รับซื้อน้ำมันปาล์มดิบจากเกษตรกร จำนวน1.6แสนตันในราคากก.ละ18บาทไปใช้เป็นเชื้อเพลิงที่โรงไฟฟ้าบางปะกง หน่วยที่ 3

โดยผลจากมาตรการดังกล่าว กฟผ.จะต้องใช้วงเงิน 2,880 ล้านบาท สำหรับการซื้อน้ำมันปาล์มดิบ และแบกภาระต้นทุนการผลิตไฟฟ้าสูงกว่าปกติ 1,354 ล้านบาท  โดยต้นทุนส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นนั้น รัฐบาลจะใช้งบประมาณกลางจำนวน525 ล้านบาท มาชดเชยเงินให้กับ กฟผ. ส่วนที่เหลืออีก 829 ล้านบาท ทาง กฟผ.จะทำความตกลงกับกระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณให้เป็นรายจ่ายเพื่อสังคม (PSA) ของ กฟผ. ดังนั้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวจึงไม่มีการนำไปคิดรวมกับค่าเอฟทีของค่าไฟฟ้า จึงไม่ส่งผลกระทบต่อราคาค่าไฟฟ้า ไม่เป็นภาระต่อประชาชน

ครบรอบ40ปีปตท.กับก้าวต่อไปที่ท้าทายในทศวรรษที่5

ครบรอบ40 ปี ปตท.กับก้าวต่อไปสู่ความท้าทายในทศวรรษที่5 มุ่งเน้นนวัตกรรมนำองค์กร ตอบโจทย์การสร้างสมดุล3มิติ อันได้แก่1People 2. Planet 3. Prosperity สู่การเป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ มีความโปร่งใส และมีความยั่งยืน 

วันที่ 29ธ.ค.2561 นี้จะเป็นวันครบรอบ40ปี ของการก่อตั้งการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย(ปตท.) ที่กลายมาเป็นบริษัทปตท.จำกัด(มหาชน) ในปัจจุบัน
หนึ่งเสียงของพนักงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความภูมิใจต่อการเป็นส่วนหนึ่งขององค์กรแบบนี้ และโพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊คส่วนตัว ที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจที่ดำเนินมาในช่วง4ทศวรรษ และกำลังจะก้าวต่อไปในทศวรรษที่5  ที่ทางศูนย์ข่าวพลังงาน(Energy News Center-ENC) หยิบมานำเสนอ มาจากผู้บริหารของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR ที่เพิ่งแยกกิจการออกจาก ปตท.เมื่อปี2561 นี้

โดยสาระสำคัญที่นายบุรณิน รัตนสมบัติ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ธุรกิจหล่อลื่น บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR โพสต์บนเฟซบุ๊คนั้น ชี้ให้เห็นว่า ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ปตท.ได้ดำเนินภารกิจใน4 ด้านหลักๆ คือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ  การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากร  การสร้างการเติบโตอย่างสมดุลและยั่งยืน  การมุ่งเน้นนวัตกรรมนำการเปลี่ยนแปลง
“แม้ว่าความสำเร็จของ ปตท.ในอดีตจะทำให้องค์กรเติบโตอย่างก้าวกระโดด แต่ก็ไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าเราจะยังคงประสบความสำเร็จได้ต่อไปภายใต้โมเดลทางธุรกิจในรูปแบบเดิม ภารกิจเริ่มต้นในทศวรรษใหม่ของ ปตท. จึงไม่ใช่แค่การสร้างด้วยมือเรา แต่เป็นยุคของการร่วมไม้ร่วมมือกัน,  การให้เพื่อเป็นอยู่ สุขสบาย แต่เป็นการให้เพื่อให้ทุกคนก่อร่างสร้างตัว และไม่ใช่การขยายกิจการ เพื่อความคุ้มค่าทางด้านขนาดของกิจการ ( Economic of Scales ) แต่เป็นการขยายกิจการเพื่อเติมเต็ม Eco System ใหม่ให้กับเศรษฐกิจไทย ”  บางสาระสำคัญที่นายบุรณิน ระบุเอาไว้ในเฟซบุ๊ค
นายบุรณิน ยังเขียนแสดงความเห็นต่อไปว่า
“องค์กร ปตท.ต้องเป็นองค์กรที่มีหัวใจ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเติมความเข้มแข็งของมนุษย์ ไม่ใช่มาแทนที่มนุษย์  Human Touch+ Human Tech + Human Spirit   ดังนั้นทศวรรษที่ 5 ของ ปตท. จึงเน้นความเป็นหุ้นส่วนของชีวิต เศรษฐกิจและสังคม เน้น Action and Achievable เพื่อสร้างรากฐานและบรรทัดฐานใหม่ให้กับธุรกิจไทย ” พร้อมระบุในตอนท้ายด้วยว่า ” ผมภูมิใจที่เป็นพนักงาน ปตท.”

ผู้สื่อข่าวENC รายงานด้วยว่า เมื่อเร็วๆนี้ บอร์ดปตท. ยังได้ให้ความเห็นชอบในแผนลงทุนในอีก 5 ปีข้างหน้า(2562-2566) ภายใต้การนำของ นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  ที่มีการตั้งงบลงทุน รวม 167,114 ล้านบาท ที่จะเป็นย่างก้าวต่อไปในต้นทศวรรษที่5ของปตท  ที่เป็นทิศทางที่ นายบุรณิน เขียนอธิบาย ซึ่งแผนลงทุนดังกล่าวจะเน้นสร้างสมดุล 3 มิติ ได้แก่ 1.People 2. Planet 3. Prosperity  โดยมุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เสริมความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ ด้วยการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและรักษาสมดุลกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ให้ ปตท. เป็นองค์กรแห่งความภาคภูมิใจ มีความโปร่งใส และยั่งยืน

PTTORพร้อมแจกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนเติมน้ำมันวันที่1ม.ค.

PTTOR พร้อมแจกสินค้าเกษตรแปรรูป อาทิ กล้วยตาก กล้วยอบกรอบ กระยาสารท ผลไม้อบแห้ง คุกกี้มะพร้าว เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้บริโภคที่เติมน้ำมันในปั๊ม PTT Station โดยไม่จำกัดการเติมขั้นต่ำ ในวันที่ 1ม.ค.2562

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR มอบรอยยิ้มแก่คนไทยในโอกาสวันปีใหม่ ด้วยการจัดเตรียมสินค้าเกษตรแปรรูปจากเกษตรกรมามอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้บริโภคที่เข้ามาเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station  ทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2562 โดยเมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้โดยไม่จำกัดการเติมขั้นต่ำจะได้รับสินค้าเกษตรแปรรูปจากโครงการ  “ไทยเด็ด” 1 ชิ้น โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง PTTOR และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank)   สนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ตั้งอยู่

โดยผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปที่นำมาแจกเป็นของขวัญปีใหม่ในครั้งนี้มาจากเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 15 แห่งจากทั่วประเทศ มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท อาทิ กล้วยตาก กล้วยอบกรอบ กระยาสารท ผลไม้อบแห้ง คุกกี้มะพร้าว เป็นต้น ซึ่งทุกชิ้นล้วนเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปจากใจพี่น้องเกษตรกรและชุมชน ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งความสุข และขอบคุณผู้บริโภคที่ไว้วางใจใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station  มาโดยตลอดแล้ว ยังเป็นการมอบรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทย และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายยย่อย (SMEs) ในท้องถิ่นต่างๆ ด้วยการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดที่ PTTOR จะพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station  ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนหรือ Living Community เพื่อให้สถานีบริการน้ำมันและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

PTTORพร้อมแจกสินค้าเกษตรแปรรูปเป็นของขวัญปีใหม่ให้คนเติมน้ำมันวันที่1ม.ค.

PTTOR พร้อมแจกสินค้าเกษตรแปรรูป อาทิ กล้วยตาก กล้วยอบกรอบ กระยาสารท ผลไม้อบแห้ง คุกกี้มะพร้าว เป็นของขวัญปีใหม่แก่ผู้บริโภคที่เติมน้ำมันในปั๊ม PTT Station โดยไม่จำกัดการเติมขั้นต่ำ ในวันที่ 1ม.ค.2562

นางสาวจิราพร ขาวสวัสดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ PTTOR มอบรอยยิ้มแก่คนไทยในโอกาสวันปีใหม่ ด้วยการจัดเตรียมสินค้าเกษตรแปรรูปจากเกษตรกรมามอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้ผู้บริโภคที่เข้ามาเติมน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station  ทั่วประเทศ ในวันที่ 1 มกราคม 2562 โดยเมื่อเติมน้ำมันชนิดใดก็ได้โดยไม่จำกัดการเติมขั้นต่ำจะได้รับสินค้าเกษตรแปรรูปจากโครงการ  “ไทยเด็ด” 1 ชิ้น โครงการดังกล่าวเป็นความร่วมมือระหว่าง PTTOR และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Development Bank)   สนับสนุนช่องทางการจำหน่ายสินค้าจากกลุ่มวิสาหกิจชุมชนในท้องถิ่นที่สถานีบริการน้ำมัน พีทีที สเตชั่น ตั้งอยู่

โดยผลิตภัณฑ์เกษตรแปรรูปที่นำมาแจกเป็นของขวัญปีใหม่ในครั้งนี้มาจากเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนกว่า 15 แห่งจากทั่วประเทศ มีผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท อาทิ กล้วยตาก กล้วยอบกรอบ กระยาสารท ผลไม้อบแห้ง คุกกี้มะพร้าว เป็นต้น ซึ่งทุกชิ้นล้วนเป็นสินค้าเกษตรแปรรูปจากใจพี่น้องเกษตรกรและชุมชน ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งความสุข และขอบคุณผู้บริโภคที่ไว้วางใจใช้บริการที่สถานีบริการน้ำมัน PTT Station  มาโดยตลอดแล้ว ยังเป็นการมอบรอยยิ้มให้กับเกษตรกรไทย และเป็นการส่งเสริมผู้ประกอบการรายยย่อย (SMEs) ในท้องถิ่นต่างๆ ด้วยการเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ของเกษตรกรหรือกลุ่มวิสาหกิจชุมชนให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้นอีกด้วย ซึ่งเป็นไปตามแนวคิดที่ PTTOR จะพัฒนาสถานีบริการน้ำมัน PTT Station  ให้เป็นศูนย์กลางชุมชนหรือ Living Community เพื่อให้สถานีบริการน้ำมันและชุมชนเติบโตไปด้วยกันอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

กฟผ.แจ้งงดรับของขวัญ ตามนโยบาย “NO GIFT POLICY”

กฟผ.แจ้งงดรับของขวัญและของกำนัล เทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 และต้อนรับปีใหม่ 2562 และทุกโอกาส ตามนโยบายการต้านคอร์รัปชันของรัฐบาล และ “NO GIFT POLICY” ของกระทรวงพลังงาน

นายศานิต นิยมาคม ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของการส่งมอบความสุขในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 และต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ กฟผ. ได้ขานรับและประกาศนโยบาย “NO GIFT POLICY” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ กฟผ.ที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน

ทัั้งนี้ กฟผ. มีความมุ่งมั่นต่อการปลูกฝังค่านิยมและเสริมสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน  เน้นการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล ยึดมั่นจรรยาบรรณการทำงานที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงส่งเสริมค่านิยมในการประหยัด โดย “งด” รับของขวัญหรือของกำนัลจากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกในช่วงเทศกาลปีใหม่และทุกโอกาส

“กฟผ. ขอขอบคุณในความปรารถนาดีและไมตรีจิตของท่าน รวมทั้งยินดีน้อมรับคำอวยพรผ่านบัตรอวยพรหรือผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้อีกช่องทางหนึ่ง” นายศานิต นิยมาคม กล่าวในตอนท้าย

กฟผ.แจ้งงดรับของขวัญ ตามนโยบาย “NO GIFT POLICY”

กฟผ.แจ้งงดรับของขวัญและของกำนัล เทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 และต้อนรับปีใหม่ 2562 และทุกโอกาส ตามนโยบายการต้านคอร์รัปชันของรัฐบาล และ “NO GIFT POLICY” ของกระทรวงพลังงาน

นายศานิต นิยมาคม ผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารจัดการความยั่งยืน ในฐานะรองโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลของการส่งมอบความสุขในเทศกาลส่งท้ายปีเก่า 2561 และต้อนรับปีใหม่ 2562 ที่กำลังจะมาถึงนี้ กฟผ. ได้ขานรับและประกาศนโยบาย “NO GIFT POLICY” เพื่อแสดงถึงความมุ่งมั่นและเจตนารมณ์อันแน่วแน่ของ กฟผ.ที่จะต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันในทุกรูปแบบ ตามนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพลังงาน

ทัั้งนี้ กฟผ. มีความมุ่งมั่นต่อการปลูกฝังค่านิยมและเสริมสร้างวัฒนธรรมการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน  เน้นการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีธรรมาภิบาล ยึดมั่นจรรยาบรรณการทำงานที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ รวมถึงส่งเสริมค่านิยมในการประหยัด โดย “งด” รับของขวัญหรือของกำนัลจากบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกในช่วงเทศกาลปีใหม่และทุกโอกาส

“กฟผ. ขอขอบคุณในความปรารถนาดีและไมตรีจิตของท่าน รวมทั้งยินดีน้อมรับคำอวยพรผ่านบัตรอวยพรหรือผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้อีกช่องทางหนึ่ง” นายศานิต นิยมาคม กล่าวในตอนท้าย

GPSC เดินหน้ารวมกิจการ GLOW หลัง กกพ. ไฟเขียว

GPSC เดินหน้ารวมกิจการกับ GLOW ตามแผน หลัง กกพ. มีมติให้ดำเนินการได้ โดยมีเงื่อนไขต่างๆ รวมถึง GLOW ต้องขายกิจการ SPP1 เพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาด ชี้ประเทศได้ประโยชน์สูงสุด พร้อมให้คำมั่นดูแลลูกค้าอย่างเป็นธรรม-เท่าเทียม

กรณีที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติเห็นชอบในหลักการให้  บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC รวมกิจการกับ บริษัท โกลว์ พลังงาน จำกัด (มหาชน) หรือ GLOW โดยมีเงื่อนไขกำหนดให้ GLOW ขายกิจการ บริษัท โกลว์ เอสพีพี 1 จำกัด หรือ SPP1 ให้แล้วเสร็จก่อน หรือเวลาเดียวกันกับการรวมกิจการ พร้อมทั้งกำหนดเงื่อนไขในการให้ความคุ้มครองกลุ่มลูกค้าผู้ซื้อไฟฟ้าจากกลุ่มธุรกิจ GLOW ทั้งหมดเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม โปร่งใสและมีธรรมาภิบาล เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา

นายชวลิต ทิพพาวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า GPSC พร้อมเดินหน้าตามมติของ กกพ. โดยการที่ กกพ. เห็นชอบให้รวมกิจการ โดย GPSC มุ่งผนึกกับ GLOW เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ สร้างเสถียรภาพด้านการให้บริการไฟฟ้ากับผู้ลงทุนลูกค้าอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบริเวณมาบตาพุด รวมถึงพื้นที่โครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งเป็นพื้นที่สำคัญตามนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล

ทั้งนี้ GPSC ยืนยันว่า ทุกขั้นตอนการดำเนินงานจะเป็นไปด้วยความโปร่งใส เป็นธรรม และตั้งอยู่บนพื้นฐานด้านจริยธรรมของการทำธุรกิจ โดยเงื่อนไข สัญญาราคา และการบริการลูกค้าปัจจุบันทุกราย จะยังคงดำเนินการภายใต้กรอบสัญญาเดิมทุกประการ อีกทั้ง GPSC ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขเพิ่มเติมทั้ง 11 ข้อที่ กกพ. กำหนด เพื่อลดข้อกังวลและให้ความมั่นใจว่า จะไม่มีการดำเนินการใดๆ ในลักษณะที่เป็นการเลือกปฏิบัติ โดยไม่เป็นธรรมต่อลูกค้า

สำหรับกรอบระยะเวลาการเข้าซื้อกิจการ GLOW นั้น GPSC และ GLOW จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว แต่ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขบังคับตามมติ กกพ. ที่ระบุว่า โดย GLOW จะต้องจำหน่ายหุ้นทั้งหมดที่ถืออยู่ในโรงไฟฟ้า SPP1 ให้แล้วเสร็จเสียก่อน หากแล้วเสร็จทาง GPSC ก็พร้อมเดินหน้าต่อได้ทันที

ทั้งนี้ GPSC จะเข้าทำธุรกรรมการซื้อขายหุ้น GLOW จำนวนทั้งสิ้น 1,010,976,033 หุ้น หรือ คิดเป็นร้อยละ 69.11 ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมดของ GLOW แล้วเสร็จก่อน จากนั้นจึงจะทำคำเสนอเข้าซื้อหุ้นส่วนที่เหลือของ GLOW จากผู้ถือหุ้นรายย่อยต่อไป

แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมไฟฟ้ากล่าวว่า การกำหนดเงื่อนไขให้ขาย SPP1 ซึ่งตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ตะวันออก (มาบตาพุด) และเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็กเพียงรายเดียวในนิคมแห่งนี้ ที่ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นบริษัทในกลุ่มปตท. ทำให้ กกพ. มีเหตุผลในการพิจารณาอนุมัติได้ว่า จะไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด ลดการแข่งขัน  หรือเลือกปฏิบัติกับลูกค้ารายอื่นๆ ซึ่งเป็นประเด็นหลักที่ กกพ. มีมติห้าม GPSC รวมกิจการกับ GLOW ก่อน