รัฐมนตรีพลังงาน เตรียมส่งเสริมโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน นำร่องเพิ่มสัดส่วนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนจาก 14.5% เป็น 30% ในปี 2573 ในแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว( PDP2018) ฉบับใหม่ ขณะที่ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ศึกษาร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)หาวิธีเชื่อมโยงไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนกับระบบไฟฟ้าเดิมให้เกิดความมั่นคง คาดศึกษาเสร็จใน 1 ปี ก่อนเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน
ในวันที่ 18ก.ค.2561 นายฟาร์รี้ ไบโรล์ ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) ได้เดินทางมาบรรยายพิเศษ ในหัวข้อ สถานการณ์ทิศทางพลังงานโลก ตลาดน้ำมัน เทคโนโลยีด้านพลังงาน ให้กับข้าราชการระดับสูงกระทรวงพลังงานและสื่อมวลชนสายพลังงาน และมีการแถลงข่าวร่วมกับ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังการบรรยาย
โดยในประเด็นที่น่าสนใจ นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผย ว่า กระทรวงพลังงาน เตรียมที่จะนำโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ภาคประชาชน เป็นโครงการนำร่องสำหรับเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้ได้ 30% ในปีพ.ศ. 2573 จากปัจจุบันมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน อยู่ที่สัดส่วน 14.5% ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มสัดส่วนเป็น 30%ดังกล่าวจะบรรจุไว้ในแผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก(AEDP) และในแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2018) ที่กำลังจัดทำอยู่ในขณะนี้ โดยกำลังพิจารณาว่าจะเป็นพลังงานทดแทนชนิดใดบ้างและจะมีการคิดรวมการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจากต่างประเทศด้วยหรือไม่
อย่างไรก็ตามในส่วนของโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำกรอบรายละเอียดเพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองและสามารถนำส่วนเกินขายเข้าระบบไฟฟ้าได้ โดยต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของระบบสายส่งไฟฟ้าประเทศได้อย่างไร
โดยที่ผ่านมา IEA ได้ศึกษาร่วมกับ กฟผ.มาแล้ว 1 ปีในระยะที่1 เกี่ยวกับประมาณการไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่จะเข้าระบบในอนาคต ซึ่งจะนำผลการศึกษาเผยแพร่ต่อสาธารณะต่อไปในอนาคต แต่หลังจากนี้ IEA จะร่วมกับ กฟผ.ศึกษาระยะที่ 2 เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติในการรับซื้อพลังงานทดแทน ว่าจะรับซื้อมากน้อยแค่ไหน เป็นประเภทใดบ้าง โดยให้เสร็จภายใน 1 ปีจากนี้ โดยหากการศึกษาดังกล่าวเสร็จกระทรวงพลังงานก็พร้อมเปิดโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคประชาชนได้ภายใน 1-2 ปีต่อไป
ด้าน นายฟาร์รี้ ไบโรล์ ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ(IEA) กล่าวว่า พลังงานของไทยมีความสำคัญต่อการสร้างระบบความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างมาก รวมถึงความต้องการใช้พลังงานในไทยเติบโตรวดเร็ว ซึ่งในอนาคตอาจต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(LNG) จะมากขึ้นด้วย ขณะที่ก๊าซฯในอ่าวไทยเริ่มลดลง ดังนั้นปัจจุบันสิ่งสำคัญของไทยคือการบริหารจัดการการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการประหยัดพลังงานจากการเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า อีกทั้งพลังงานทดแทนจะเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากชึ้น ซึ่งนับเป็นความท้าทายของไทยที่ต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมต่อไป


























