Wednesday, March 11, 2026
- Advertisement -
Home ข่าว อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ลั่น ประมูลแหล่งก๊าซ เอราวัณ บงกช “รัฐถอยไม่ได้อีกแล้ว”

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ลั่น ประมูลแหล่งก๊าซ เอราวัณ บงกช “รัฐถอยไม่ได้อีกแล้ว”

32

อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ลั่น  รัฐถอยไม่ได้อีกแล้ว กับการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ บงกช  ยืนยันวันเปิดรับข้อเสนอ 25ก.ย.นี้ และกำหนดวันที่ 25ธ.ค.2561 ประกาศผลผู้ชนะการประมูล  ในขณะที่ตัวแทนภาคอุตสาหกรรม และนักวิชาการด้านปิโตรเลียม ประกาศหนุนรัฐบาลเดินหน้าตามแผน เพื่อเรียกศรัทธานักลงทุน ระบุหากการผลิตก๊าซไม่ต่อเนื่องส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจ

นายวีระศักดิ์  พึ่งรัศมี  อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการเปิดประมูลขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(แหล่งเอราวัณ) และG2/61(แหล่งบงกช) ในรูปแบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC) ว่า ในวันที่ 25 ก.ย. 2561 นี้ จะเป็นวันที่ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เปิดให้เอกชนที่ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติเบื้องต้นในการเป็นโอเปอเรเตอร์  แปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทยหมายเลข G1/61(แหล่งเอราวัณ) และG2/61(แหล่งบงกช) ยื่นข้อเสนอด้านต่าง รวมทั้งหมด 4 ซองคือ 1.ซองข้อเสนอทางด้านเทคนิคที่จะมีรายละเอียดของแผนการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ตามเงื่อนไขที่รัฐกำหนด  2.ซองข้อเสนอให้รัฐเข้ามีส่วนร่วม( State Participation) ในสัดส่วนไม่เกิน25%  3.ซองคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมประมูล ว่า ถูกต้องครบถ้วนที่เงื่อนไขที่รัฐกำหนดหรือไม่  และ 4 . ซองข้อเสนอด้านราคาและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ

นายวีระศักดิ์ กล่าวว่า หลังจากที่เอกชนยื่นข้อเสนอแผนต่างๆในวันที่ 25ก.ย. แล้ว ในวันที่ 26 ก.ย. ทางคณะอนุกรรมการภายใต้คณะกรรมการปิโตรเลียม  จะมีการเปิดซองเทคนิค ซองข้อเสนอให้รัฐมีส่วนร่วม และซองคุณสมบัติ ของผู้เข้าร่วมประมูล ซึ่งหาก ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดทั้ง3 ซอง จึงจะนำเสนอคณะกรรมการปิโตรเลียม เพื่อพิจารณาเปิดซอง ที่4 คือข้อเสนอด้านราคาและผลประโยชน์ตอบแทนรัฐ  และนำเสนอผลการประมูลต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานและคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบตามลำดับต่อไป  โดยตามแผนที่กำหนดไว้ นั้น จะมีการประกาศรายชื่อเอกชนผู้ชนะการประมูล ในวันที่ 25ธ.ค. 2561  หลังจากนั้น ภาย ในเดือน ก.พ. 2562 กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จะมีการลงนามกับเอกชนผู้ชนะการประมูลภายใต้ระบบสัญญาPSC  ต่อไป

“อยากจะย้ำให้เข้าใจว่ารัฐไม่สามารถที่จะถอยได้อีกแล้ว  เพราะขั้นตอนต่างๆที่กำหนดไว้  หากถูกขยับเลื่อนออกไปได้อีก จะทำให้กระบวนการประมูลไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในรัฐบาลชุดนี้   และหากต้องไปเริ่มต้นกระบวนการเปิดประมูลใหม่ก็เชื่อว่าจะใช้เวลาเตรียมการไม่น้อยกว่า 3 ปี ซึ่งจะทำให้กระบวนการผลิตก๊าซจากทั้งแหล่งเอราวัณ และบงกช ที่คิดเป็นสัดส่วนกว่า70% ของปริมาณก๊าซในอ่าวไทย ไม่มีความต่อเนื่อง  ส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าและระบบเศรษฐกิจของประเทศต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ “  นายวีระศักดิ์ กล่าว

สำหรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการให้คะแนนในข้อเสนอต่างๆ   นั้น กำหนดน้ำหนักในการพิจารณาข้อเสนอของผู้ประมูลที่สำคัญ คือ ข้อเสนอในการขายก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ให้กับรัฐในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ส่วนมีน้ำหนัก 65%, เสนอผลประโยชน์ตอบแทนให้รัฐไม่ต่ำกว่า 50% ของปริมาณการผลิตกำหนดน้ำหนักไว้ที่ 25%, เสนอผลตอบแทนพิเศษให้รัฐ เช่น Bonus การผลิต มีน้ำหนัก 5% และ ข้อเสนอในการจ้างคนไทยเข้าทำงานปีแรกไม่ต่ำกว่า 80% ของพนักงานทั้งหมด และเพิ่มขึ้นเป็น 90% ภายใน 5 ปี มีน้ำหนักของการให้คะแนน 5%

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC ) รายงานว่า ก่อนหน้านี้ ทั้งนักวิชาการด้านปิโตรเลียม และภาคอุตสาหกรรม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นสนับสนุนให้รัฐบาลเดินหน้าการเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณ และบงกช ให้สำเร็จตามแผนที่วางไว้  โดยในงานสัมมนาที่จัดขึ้นโดยชมรมรวมพลคนน้ำมัน  นั้น นายบวร วงศ์สินอุดม รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) แสดงความเห็นว่า ภาครัฐจึงต้องเรียกศรัทธานักลงทุนให้กลับมาโดยเร็ว และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายช่วยกันทำให้การประมูลครั้งนี้ผ่านพ้นไปให้ได้เพราะถือว่ามีความสำคัญต่อความมั่นคงทางพลังงานและระบบเศรษฐกิจของประเทศ  โดยหากการผลิตก๊าซฯจากแหล่งบงกชและเอราวัณไม่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง จะทำให้ก๊าซฯหายไปจากทั้งสองแหล่งดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งระบบ อาทิ การผลิตไฟฟ้าที่ใช้ก๊าซฯเป็นเชื้อเพลิง ธุรกิจปิโตรเคมี เม็ดพลาสติก จนถึงผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม(SME) และแรงงานในระบบ คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 4.5 แสนล้านบาทต่อปี และที่สำคัญจะทำให้โรงไฟฟ้าจะขาดก๊าซฯ มาผลิตไฟฟ้ารวมกว่า 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน (ปัจจุบันแหล่งเอราวัณผลิตก๊าซฯอยู่ 1,240 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และแหล่งบงกชผลิตอยู่ 870 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน รวม 2,100 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน คิดเป็นสัดส่วน 50% ของการผลิตก๊าซฯทั้งประเทศ) ซึ่งจะกระทบการผลิตไฟฟ้าประมาณ 10 โรง ขนาดโรงละ 1,200 เมกะวัตต์  รวมทั้งยังส่งผลกระทบต่อนโยบายระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(EEC) ของรัฐบาลที่จะประสบปัญหาไม่มีไฟฟ้าใช้ด้วย

ส่วน ผศ.ดร.ฐิติศักดิ์ บุญปราโมทย์ หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมเหมืองแร่และปิโตรเลียม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า  หากรัฐไม่สามารถเปิดประมูลแหล่งปิโตรเลียมเอราวัณและบงกชได้ตามแผน จะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียมต้นน้ำและทำให้ไทยเสียศักยภาพด้านการแข่งขันในตลาดอาเซียน

อย่างไรก็ตามในฝั่งของกลุ่มที่คัดค้านการประมูลแหล่งปิโตรเลียม เอราวัณ และบงกช  ซึ่งรวมกลุ่มกันเป็นสภาพลังงานเพื่อประชาชน และเคลื่อนไหวเป็นแนวร่วมเดียวกันกับแกนนำพรรคพลังธรรมใหม่  นั้น ได้นัดหมายชุมนุมกันที่ หน้าทำเนียบรัฐบาล  ในวันที่ 24 ก.ย. 2561 เพื่อยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเลื่อนการประมูลออกไปก่อน  และให้เปลี่ยนระบบการประมูลจากPSC มาเป็นระบบจ้างผลิต และเสนอให้มีการจัดตั้งบรรษัทพลังงานแห่งชาติ หรือNOC