สองบริษัทยักษ์ใหญ่พลังงาน เผยทิศทางการดำเนินธุรกิจท่ามกลางความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีพลังงานในปัจจุบัน ปตท.เร่งปรับตัวเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ เน้นจัดหาและใช้ LNG ใช้ศักยภาพท่อส่งก๊าซฯอย่างเต็มที่ และเดินหน้าธุรกิจ Nonoil คาดปี 2561-2563 รายได้เติบโตปีละ 2-3% ตามทิศทางน้ำมันและราคาปิโตรเคมีโลก ด้าน กัลฟ์ ตั้งเป้าธุรกิจเติบโตปีละ 30% เป็นเวลา 8 ปี จากแผนการลงทุนที่ดี ชี้แผน PDP ของรัฐมีความสำคัญ หากไม่สะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างแท้จริง จะกระทบค่าไฟฟ้าและการวางแผนลงทุนของเอกชน รวมถึงศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่เทคโนโลยีและวิศวกรรม และในฐานะว่าที่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยในงานเสวนา “ทิศทางหุ้นครึ่งปีหลัง ฟุบหรือไปต่อ” ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ โดยกล่าวในหัวข้อ “เจาะลึกสองยักษ์ใหญ่พลังงาน” ว่า ปตท.เป็นบริษัทที่เน้นสร้างความมั่นคงพลังงานให้กับประเทศ ปัจจุบันเทคโนโลยีพลังงานเปลี่ยนแปลงไปมาก ปตท.จำเป็นต้องปรับตัวให้พร้อมรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นับเป็นเรื่องท้าทายหลายประการ ทั้งกรณีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่คาดว่าอีก 10-15 ปีข้างหน้าจะก้าวเข้ามามีบทบาทต่อประเทศไทยมากขึ้น โดยจะเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นจากประเทศยุโรปและจีนก่อน นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่ต้นทุนลดต่ำลงทำให้การผลิตเพิ่มสูงขึ้น การเปิดเสรีธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่ ปตท.กำลังอยู่ระหว่างเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น
ในส่วนของนโยบายภาครัฐนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบทั้งทางบวกและทางลบต่อบริษัทฯ เพราะ ปตท. เป็นผู้เล่นรายหนึ่งในธุรกิจด้านพลังงาน ดังนั้นต้องปรับปรุงธุรกิจให้เหมาะสมกับสภาพการณ์ในอนาคต โดยมองว่าปัจจุบันนโยบายพลังงานต้องการสร้างความมั่นคงพลังงานและมีการเข้าถึงพลังงานได้ในราคาที่ไม่แพง และส่งเสริมให้เกิดการแข่งขัน เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมได้มากขึ้น ก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ
โดยในอนาคตอันใกล้ ปตท.จะต้องดำเนินธุรกิจให้เกิดความคล่องตัวมากขึ้น มีการแยกธุรกิจก๊าซฯ เน้นเรื่องการจัดหาและใช้ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ศักยภาพการส่งก๊าซฯทางท่อ ที่จะเปิดให้บุคคลที่สามเข้ามาร่วมใช้ท่อได้ ส่วนธุรกิจน้ำมันปัจจุบันประเทศไทยมีปั๊มน้ำมันเกือบ 6,000 แห่ง โดย ปตท. มีปั๊มมากเป็นอันดับ 2 รองจากค่ายน้ำมัน PT ซึ่งต่อไป ปตท.จะเดินหน้าด้านธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน (Nonoil) มากขึ้นด้วย และจะมีบทบาทช่วยเหลือสังคมโดยการนำสินค้าเกษตรเข้ามาวางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อของ ปตท. เป็นต้น ขณะเดียวกันการผลิตน้ำมันก็ต้องปรับตัวโดยเฉพาะการนำน้ำมันเตาเปลี่ยนไปเป็นน้ำมันเครื่องบินและเชื้อเพลิง และปิโตรเคมีเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้ามากขึ้นด้วย
นอกจากนี้ ปตท. กำลังพยายามจะพัฒนาให้พื้นที่วังจันทร์ จ.ระยอง เป็นวังจันทร์วัลเลย์ ที่เน้นด้านนวัตกรรมเป็นหลัก ปัจจุบันมีการตั้ง โรงเรียนกำเนิดวิทย์ และสถาบันวิทยสิริเมธีแล้ว และจะมีการเดินหน้าต่อไป เพื่อไปสู่เป้าหมายการจัดตั้งระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ของรัฐบาล
สำหรับรายได้ของปตท.ในปี 2561-2563 คาดว่าจะสูงกว่า ปี 2560 ที่มีรายได้ 2 ล้านล้านบาท โดยในปี 2561-2563 คาดรายได้จะเติบโตประมาณปีละ 2-3% โดยในปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้กว่า 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามทิศทางราคาน้ำมันและปิโตรเคมี
นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ กล่าวว่า กัลฟ์ เป็นบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก และยังมีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนรวมทั้งการผลิตความเย็นและไอน้ำขายให้กับอุตสาหกรรมเป็นหลักด้วย โดยกัลฟ์ ตั้งเป้าหมายการเติบโตธุรกิจไว้ปีละ 30% เป็นเวลา 8 ปีนับจากนี้ เนื่องจากกัลฟ์มีทรัพย์สินและการลงทุนที่วางแผนเป็นอย่างดีจากประสบการณ์การทำงานมาอย่างยาวนาน มีการวางแผนที่ดี และมียังโครงการใหม่ๆ ทั้งในและต่างประเทศที่พิจารณาแล้วว่าจะสร้างผลกำไรให้กับบริษัทฯได้
สำหรับความคืบหน้าในการสร้างโรงไฟฟ้านั้นในปี 2561 กัลฟ์จะมีโรงไฟฟ้าที่สร้างเสร็จประมาณ 2 โรง ขนาดโรงละ 200 เมกะวัตต์ และปี 2562 อีก 2 โรง ส่วนรายได้ของกัลฟ์นั้นในปี 2560 กัลฟ์มีรายได้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และในปี 2569 คาดจะมีรายได้ถึง 2 แสนล้านบาท
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าตัวที่จะชี้ทิศทางพลังงานของประเทศคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาวประเทศ (PDP) ที่ภาครัฐจะกำหนดออกมาเป็นนโยบายเร็วๆนี้ ซึ่งจะถูกใช้ไปเป็นระยะเวลา 10-20 ปีข้างหน้า เมื่อวางแผนเสร็จถึงจะทราบว่าสร้างโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงชนิดใดและเท่าไหร่ ซึ่งการทำแผน PDP หากไม่สะท้อนความต้องการใช้ไฟฟ้าอย่างแท้จริง จะสร้างความสับสนด้านค่าไฟฟ้า รวมถึงการวางแผนลงทุนของเอกชน ซึ่งจะมีผลสะท้อนไปสู่ศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศด้วย
ส่วนกรณีที่กัลฟ์เป็นบริษัทเอกชนรายใหญ่ที่มีการผลิตไฟฟ้าสูง ไม่ได้เป็นเหมือนปลาใหญ่กินปลาเล็ก เพราะเห็นว่าปลาใหญ่กินปลาเล็กไม่มีจริงในโลกปัจจุบัน ซึ่งแต่ละบริษัทต้องมีการเตรียมความพร้อมแผนการลงทุน หาจุดสมดุลทางการเงินไม่ให้หนี้สินมากเกินไป
สำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนนั้น ปัจจุบันต้นทุนการผลิตลดต่ำลงมากและประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น ดังนั้นไม่จำเป็นที่รัฐต้องให้เงินสนับสนุนสูงเหมือนในอดีต แต่ไม่ควรนำเรื่องพลังงานทดแทนของไทยไปเทียบกับต่างประเทศเพราะบริบททางสังคมต่างกัน เช่น เยอรมันที่มีการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนถึง 90% ของพลังงานทั้งหมด แต่ค่าไฟฟ้าสูงถึง 13-14 บาทต่อหน่วย ซึ่งหากไทยจะเดินไปสู่จุดนั้นได้ สังคมต้องยอมรับค่าไฟฟ้าที่แพงได้ด้วย ดังนั้นปัจจุบันไทยใช้ก๊าซธรรมชาติผลิตไฟฟ้าสูงถึง 60% ของพลังงานทั้งหมด เพราะมีต้นทุนต่ำเพียง 2 บาทต่อหน่วย และยังเป็นพลังงานสะอาดด้วย
ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าถ่านหินที่มีแนวโน้มจะถูกยกเลิกไปนั้น ส่วนตัวไม่แปลกใจ เพราะกัลฟ์เคยทำโรงไฟฟ้าถ่านหินที่บ่อนอก-หินกรูด มาก่อน ซึ่งเข้าใจว่าการยอมรับเชื้อเพลิงถ่านหินของโลกมีน้อยลงมาก ธนาคารหลายประเทศไม่ปล่อยกู้โรงไฟฟ้าถ่านหินเพราะเห็นว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ในขณะที่การเปลี่ยนไปสู่พลังงานแดด ลม ยังมีปัญหาเรื่องต้นทุนราคาแพงกว่าก๊าซธรรมชาติ แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ ซึ่งสิ่งสำคัญคือการหาจุดสมดุลของพลังงานหลักและพลังงานทดแทน
“ที่ผ่านมาเราปล่อยให้มีการติดตั้งโซลาร์ทั่วประเทศ โดยเฉพาะที่ภาคอีสาน ตอนเที่ยงคนไม่ใช้ไฟฟ้า ไฟฟ้าก็ไหลเข้าระบบ ทำให้ระบบไม่เสถียร ดังนั้นควรเลือกตั้งในพื้นที่ที่ต้องการใช้ไฟฟ้าจริงในช่วงกลางวัน” นายสารัชถ์กล่าว


























