ผู้ว่าการกฟผ. เน้นร่วมมือพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงจากDisruptive Technology

0
15

ผู้ว่าการกฟผ. แจงแนวทางปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก(Disruptive Technology ) เน้นทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน  คู่ขนานการปรับโครงสร้างองค์กรตามการศึกษาของบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC)ให้มีขนาดที่เล็กลง แต่มีประสิทธิภาพการแข่งขันกับเอกชนได้ดีขึ้น  ในขณะที่แผนการลงทุนของกฟผ.จะมีการปรับให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ หรือPDP2018 

นายวิบูลย์ ฤกษ์ศิระทัย ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยในงานจิบน้ำชายามบ่ายกับสื่อมวลชน เพื่อพูดคุยถึงทิศทางการบริหารงาน กฟผ. หลังจากรับตำแหน่งผู้ว่า กฟผ.คนที่ 14ว่า  เมื่อวันที่ 28 มิ.ย.2561 ว่า กฟผ.อยู่ระหว่างการปรับองค์กรเข้าในยุคเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก(Disruptive Technology) โดยจะเน้นการทำธุรกิจร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละด้าน จากที่ผ่านมา กฟผ.เป็นผู้ลงทุนเองทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันได้มีการลงนามความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานแล้ว ได้แก่ บริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน),บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ CAT และกลุ่ม SCG

โดยในส่วนของความร่วมมือกับ ปตท.นั้น ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 5 ด้าน ได้แก่ ด้านธุรกิจเชื้อเพลิง,ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานในประเทศ,โครงสร้างพื้นฐานในต่างประเทศ, ธุรกิจใหม่ และการพัฒนาชุมชนให้ได้รับประโยชน์ร่วมกับ กฟผ.ทั้งนี้คาดว่ากลางเดือน ก.ค. 2561 จะได้เห็นโครงการนำร่องที่ชัดเจนขึ้น  ส่วนความร่วมมือกับ CAT จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก และการร่วมมือกับ กลุ่มSCG จะเกี่ยวกับการผลิตไฟฟ้าจากแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนทุนลอยน้ำ(โซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ) เป็นต้น

“หมดสมัยแล้วที่เราจะทำอะไรคนเดียว เหมือนธุรกิจมือถือ ไอโฟนก็ไม่ได้ทำโทรศัพท์เองทั้งหมด แต่มีซัพพลายเออร์มาช่วยทำในส่วนต่างๆ เช่นเดียวกับ กฟผ. ที่ในอนาคต ก็จะต้องมีพันธมิตรทางธุรกิจที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามาช่วย ซึ่งจะต้องจะติดตามเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ” นายวิบูลย์ กล่าว

สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรตามการศึกษาของ ทางบริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส (PWC) ซึ่งเป็นที่ปรึกษานั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพการดำเนินธุรกิจในอนาคตที่เปลี่ยนไป โดยกฟผ.จะต้องปรับตัวให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันกับเอกชนได้ดีขึ้น มีต้นทุนการดำเนินการที่ลดต่ำลง แต่ยืนยันว่าจำนวนพนักงานที่จะลดลงไปในอีก 4-5ปีข้างหน้านั้น จะไม่ใช้วิธีการปลดหรือเลิกจ้าง แต่จะมาจากการเกษียณอายุงานตามปกติ ปีละ 1,200-1,400 คน   ทำให้พนักงานที่มีอยู่ในปัจจุบัน 22,000  จะลดลงเหลือประมาณ 16,000 คน และจะไม่รับพนักงานเพิ่ม  ซึ่งเมื่อองค์กรเริ่มนิ่ง และรู้ว่ามีบุคลากรส่วนไหนที่จำเป็นจะต้องรับเพิ่มให้สอดคล้องกับโครงสร้างใหม่ จึงจะมีการพิจารณารับเพิ่มเข้ามา

นายวิบูลย์ กล่าวว่า การปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง จะทำให้กฟผ.ดำเนินการตามภารกิจหลัก คือการสร้างความมั่นคงไฟฟ้าให้กับประเทศ ได้ดีขึ้น  โดยแผนการลงทุน5ปีของกฟผ. จะมีการทบทวนให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าระยะยาว ของประเทศฉบับใหม่  หรือ PDP 2018 ที่ทางสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) อยู่ในระหว่างการดำเนินการ  ซึ่งยังตอบไม่ได้ว่าสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าของ กฟผ.ในอนาคตจะเหลือเท่าไหร่ จากปัจจุบันมีอยู่กว่า 30% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ

โดยภารกิจสำคัญของกฟผ.ยังจะต้องรับผิดชอบในส่วนของโรงไฟฟ้าที่เกี่ยวกับความมั่นคง ที่จะต้องมีการกระจายการลงทุนไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศ   ซึ่งจะมีทั้งโรงไฟฟ้าที่สามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง และโรงไฟฟ้าที่สามารถจะสั่งลดหรือเพิ่มกำลังการผลิตได้อย่างรวดเร็ว รองรับโรงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ไม่เสถียร เป็นต้น

LEAVE A REPLY

Please enter your comment!
Please enter your name here